Connect with us

MARKETING TIPS

จับตามอง! AI กับ Digital Marketing 2021

การจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน เริ่มเข้าสู่ระบบออนไลน์แบบเต็มตัว แถมยังมีตัวเร่งสำคัญอย่าง COVID-19 ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปีนี้ และตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ระบบการตลาดออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย นั่นคือระบบ AI นั่นเอง

Published

on

Digital Marketing 2021 กับการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน เริ่มเข้าสู่ระบบออนไลน์แบบเต็มตัว แถมยังมีตัวเร่งสำคัญอย่าง COVID-19 ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปีนี้ และตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ระบบการตลาดออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย นั่นคือระบบ AI นั่นเอง

AI หรือ Artificial Intelligence เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่คอยดำเนินการจัดการระบบต่าง ๆ ภายในแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ ทั้งบนเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน โดย AI จะทำการวิเคราะห์การใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ตของเรา ว่าสนใจในเรื่องอะไรเป็นพิเศษ หรือกำลังสนใจในเรื่องอะไรในขณะนั้น เพื่อให้เราได้รับโฆษณาที่ตรงกับความต้องการ เพื่อให้เรารู้สึกอยากควักเงินในกระเป๋าออกมาจ่ายได้ง่ายมาก ๆ นั่นเอง

Digital Marketing 2021ปี 2021 ที่จะถึงนี้ AI จะได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ที่ทำงานทางการตลาด ซึ่ง AI นี้จะทำหน้าที่ในด้านไหน และจะพัฒนาขึ้นไปในแนวทางไหนบ้าง วันนี้เรามีมานำเสนอดังนี้ครับ

1. ระบบตอบโต้อัตโนมัติ

เรื่องแรกที่จะกล่าวถึงคือ ระบบตอบโต้อัตโนมัติ สังเกตได้จากการเข้าร้านค้าต่าง ๆ ในระบบออนไลน์ จะมีกรอบคำตอบในช่องแชทว่าเราต้องการจะถามเรื่องอะไร เพื่อความรวดเร็วในการสอบถามข้อมูลสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ที่มักจะถูกถามบ่อย ๆ

ซึ่งในอนาคต ระบบนี้อาจจะได้รับการพัฒนาให้ตอบโต้กับผู้ใช้งาน และช่วยเหลือผู้ขายได้มากขึ้น โดยอาจจะสามารถพูดคุยโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ในระดับเดียวกับ SIRI หรือ Alexa เลยทีเดียว

2. วิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการตลาดออนไลน์คือการวิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้ โดย AI เหล่านี้จะคอยเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานจากการเปิดหน้าเว็บ ค้นหาข้อมูล หรือการพูดคุยในโซเชียลมีเดีย เพื่อจำไปวิเคราะห์ข้อมูลความสนใจของเรา และขึ้นโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้แก่ผู้ใช้งาน

ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังคุยเรื่องไปเที่ยว โฆษณาที่ขึ้นในโซเชียลมีเดียก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะที่พัก ร้านอาหาร แม้แต่เกี่ยวกับการเดินทางอย่างตั๋วเครื่องบิน หรือแพ็คเกจเดินทางพร้อมที่พัก

ซึ่งในปี 2021 AI ตัวนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบการวิเคราะห์ต่าง ๆ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น พร้อมทั้งแก้ไขข้อผิดพลาดบางจุดได้อย่างแน่นอน

3. วิเคราะห์แนวทางของการตลาด

นอกจากการโฆษณาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเก็บรวมรวม และวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อนักวิเคราะห์การตลาด นักลงทุน หรือนักธุรกิจ เป็นอย่างมาก

ซึ่งระบบนี้เองก็น่าจะได้รับการพัฒนาในปี 2021 ให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำมากขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลได้หลากหลายแนวทางมากขึ้น หรือสามารถรวบรวมข้อมูลได้มากขึ้น ตามฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

4. User Interface : UI

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือการพัฒนาของ UI หรือ User Interface คือส่วนที่ให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับการใช้งานผลิตภัณฑ์ได้ โดย AI ส่วนนี้จะได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น เข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น และสามารถค้นหา หรือแนะนำสินค้า/บริการได้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

AI ในทุกระบบมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากผู้พัฒนาและระบบ Deep learning ของตัวมันเอง ทำให้น่าติดตามว่าในปี 2021 นี้ AI จะสามารถพัฒนาไปได้ขนาดไหน หรือจะมี AI อะไรใหม่ ๆ มาช่วยเหลือการใช้งานของเราบ้าง และจะมี AI ตัวไหนบ้างที่ถูกนำมาใช้ทางการตลาดจนทำให้เรายอมควักเงินในกระเป๋าซื้อสินค้าหรือบริการที่มันแนะนำหรือไม่

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก : medium , martechthai

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

CREATIVITY

จีนปิ๊งไอเดียขาย “ขวดสุ่มความรัก” ราคาเริ่มต้น 15 บาท

Published

on

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ชีวิตผู้คนไม่ได้มีเพียงการเติบโต และแต่งงานสร้างครอบครัวเหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบที่หลากหลาย ทำให้ความสนใจในการหาคู่ชีวิตนั้นลดน้อยลง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงต้องการความรัก เพียงแต่ไม่มีเวลาที่จะหาคู่คิดให้ตัวเอง เพราะเอาเวลาไปทุ่มเทให้กับกิจกรรมอื่นจนหมด

ร้านสะดวกรักถือกำเนิดขึ้นแล้ว

แม้แต่ประเทศจีนที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีวิธีสำหรับการหาคู่ที่หลากหลาย ทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์แล้วก็ตาม แต่ผู้คนก็ยังคงต้องการอะไรที่แปลกใหม่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ร้าน 脱单便利店 tuō dān biàn lì diàn (ทัว-ตาน-เปี้ยนลี่เตี้ยน) ได้ถือกำเนิดขึ้นในนคร “เฉิงตู”

ร้าน tuō dān biàn lì diàn หากแปลความหมายก็คือ “ร้านสะดวกซื้อเพื่อคนอยากสละโสด” มีรูปแบบกิจการเหมือนกับร้านสะดวกซื้อทั่วไป ทำหน้าที่เป็นเสมือน Dropship ที่ไม่ได้ผลิตสินค้าเอง แต่นำเอาสินค้าจากผู้อื่นมาวางขายอีกทอดหนึ่ง ต่างกันที่สินค้าที่วางจำหน่ายนั้นไม่ใช่ของชำทั่วไป แต่เป็นความรักที่บรรจุอยู่ในขวดเฝ้ารอการเปิดออก เหมือนยักษ์จินนี่ที่รอคอยเจ้านายมาถูตะเกียงวิเศษ

สินค้าที่วางขายไม่ใช่ของชำทั่วไป แต่เป็นขวดสุ่มความรัก

และสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในขวดนั้นก็คือประวัติส่วนตัว และช่องทางการติดต่อของผู้ที่มาใช้บริการนั่นเอง ขวดความรักนี้วางจำหน่ายอยู่ที่ราคา 3 หยวน หรือ 15 บาทไทยเท่านั้น การทำงานของบริการนี้ก็คือ เมื่อมีผู้ที่สนใจอยากใช้บริการก็แค่เพียงเลือกขวดที่ตัวเองสนใจ และชำระเงิน ก็สามารถเปิดขวดได้เลย ส่วนใครที่ต้องการนำประวัติของตนไปวางขายก็สามารถทำได้ เพียงจ่ายค่าบริการ 29.9 หยวน หรือประมาณ 150 บาท ซึ่งขวดแก้วนี้จะถูกแยกเพศตามสีขวด ขวดสีน้ำเงิน คือเพศชาย และขวดสีแดง ก็คือเพศหญิง

ฟังดูอาจจะเหมือนการสุ่มหาคู่แบบเกมที่เล่นในงานเทศกาลของบ้านเราทั่วๆ ไป แต่ร้านสะดวกรักแห่งนี้ก็ยังเพิ่มฟังก์ชั่นที่สะดวกมากขึ้นให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยแบ่งขวดความรักตามช่วงอายุเจ้าของขวดนั้นๆ เช่น อายุ 20 ปี, อายุ 30 ปี, อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาศึกษาดูใจกัน เพื่อลดการเกิดความไม่พึงพอใจในขวดความรักที่เลือกซื้อมานั่นเอง และถ้าหากเปิดขวดดูแล้วข้อมูลในขวดยังไม่เป็นที่น่าสนใจ ก็สามารถปิดขวดวางคืนที่เดิมได้

ผลตอบรับที่ท่วมท้นต่อร้านสะดวกรักแห่งนี้

ร้านสะดวกรักแห่งนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้จะเพิ่งเปิดทำการเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง ทั้งนี้มีผู้นำข้อมูลมาวางขายแล้วมากกว่า 1 พันคน โดยมีสัดส่วนเพศหญิงคิดเป็น 60% ของขวดทั้งหมด และมีผลประกอบการการันตีจากคู่รักที่จับคู่สำเร็จไปแล้ว 6 คู่ ภายในเวลาเพียง 1 เดือน และมีการเลิกรากันไปเพียง 1 คู่จากทั้งหมด

กลยุทธ์การสุ่มเลือกขวดความรักนี้ทำให้การจับคู่น่าตื่นเต้นขึ้นกว่าการใช้แอพพลิเคชั่น หรือการจับคู่โดยซินแส เพราะไม่อาจเดาได้เลยว่าขวดที่เปิดออกนั้นจะเป็นข้อมูลของใคร เสมือนเป็นการให้โชคชะตาเป็นผู้กำหนดเส้นทางความรักในครั้งนี้ หากมองในมุมของการทำธุรกิจแล้ว นี่ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมากทีเดียว

คุ้มไม่คุ้ม เปิด "กล่องสุ่มเสี่ยงโชค"
ภาพจาก https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_1640571

กลยุทธ์การตลาดที่ให้ผู้ใช้บริการมี Emotion ร่วมกับการรับบริการ

เพราะเป็นการเล่นกับความรู้สึกของผู้คน ให้มี Emotional ร่วมในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการรอคอยอย่างใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะมีคนติดต่อมาหาเรากันนะ หรือการสร้างความตื่นเต้นต่อผู้เปิดขวดให้ร่วมลุ้นไปกับข้อมูลที่จะได้รับ ทำให้การจำหน่ายสินค้าในร้านสะดวกรักนี้ ลูกค้าไม่เพียงแต่จะได้รับการบริการเพียงอย่างเดียว แต่ได้ความรู้สึกร่วมไปกับการใช้งานบริการในครั้งนี้ด้วย 

เช่นเดียวกันกับกรณีของ กระแสกล่องสุ่ม ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงก่อน และยังคงได้รับการตอบรับอยู่ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไรก็มีการจัดแพ็คเกจกล่องสุ่ม ตั้งแต่ของเล่นเด็ก ยันอาหารทะเล กลยุทธ์นี้สวนทางกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่า ลูกค้าต้องเห็นสินค้าก่อนถึงจะเลือกซื้อ เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ สำหรับการซื้อในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ของที่อยู่ข้างใน แต่เป็นความรู้สึกก่อนได้รับของ หรือเห็นของในนั้นนั่นเอง 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

MARKETING TIPS

องค์กรกว่า 90% ยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านดิจิทัล Tata Communications แนะ ยิ่งปรับเร็ว ประสิทธิภาพองค์กรยิ่งสูงขึ้น

Published

on

จากรายงาน “Leading in a Digital-First World; Enabling Success with the Right Mindset, Ecosystem and Trust” ของ Tata Communications พบว่า องค์กรกว่า 90% ยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านดิจิทัล และอีกกว่า 41% ต้องเริ่มปรับตัวให้ความสำคัญกับรูปแบบองค์กรแบบ Digital-first เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดในช่วงโควิด

 “รูปแบบการดำเนินงานที่เน้นดิจิทัลเป็นหลักถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรในระเบียบโลกใหม่ เมื่อเศรษฐกิจเปิดกว้าง ความไว้วางใจและความปลอดภัยจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่งขันและความคล่องตัวขององค์กรต่าง ๆ ที่กำลังมองหาการเติบโต โดยขนาดของการเปลี่ยนธุรกิจเป็นดิจิทัลจะเป็นมาตรวัดความสำเร็จใหม่สำหรับองค์กร โดยไม่คำนึงถึงขนาดองค์กรหรืออุตสาหกรรม”

A.S. Lakshminarayanan กรรมการผู้จัดการและซีอีโอของทาทา คอมมิวนิเคชั่นส์

โดยการสำรวจนี้ทางทาทา คอมมิวนิเคชั่นส์ ได้ออกสำรวจมากถึง 750 องค์กรใน 11 ประเทศ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

ผู้บุกเบิกดิจิทัล ( Digital Trailblazer)

มีองค์กรเพียง 10% เท่านั้นที่มีรูปแบบการดำเนินงานดิจิทัล แพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ และกลยุทธ์ที่ล้ำสมัย เพื่อสร้างหลักประกันถึงการดำเนินงานที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ โดย 63% ระบุว่า รายได้ที่ขยายตัวขึ้นเป็นผลมาจากกลยุทธ์ที่เน้นดิจิทัลเป็นหลัก

ผู้ย้ายถิ่นฐานดิจิทัล ( Digital Migrant) 

52% ขององค์กรมีการใช้ระบบดิจิทัลในธุรกิจของตนเองในปริมาณจำกัด ซึ่งยังต้องปรับปรุงความสามารถด้านดิจิทัลอีกหลายด้าน

ผู้มุ่งหวังดิจิทัล ( Digital Aspirant)

38% ขององค์กรต่าง ๆ อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เนื่องจากขาดการเติบโตทางดิจิทัล

รายงาน “Leading in a Digital-First World” ระบุไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบการทำงานที่เน้นดิจิทัลเป็นหลัก ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในวิวัฒนาการของธุรกิจและการปรับแนวคิดในโลกยุคใหม่ กลยุทธ์ที่เน้นด้านดิจิทัลจะช่วยเปิดทางสู่ประสบการณ์ดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมต่อถึงกันได้ และยิ่งองค์กรสามารถเร่งความเร็วในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลได้มากเท่าไร ก็มีแนวโน้มที่เสริมพลังให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลใหม่ได้มากขึ้นเท่านั้น

โดยในรายงานได้เผยถึงช่องว่างและปัญหาสำหรับองค์กรในเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไว้อย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้

มุ่งมั่นสู่รูปแบบการดำเนินงานที่เน้นดิจิทัลเป็นหลัก : องค์กร 44% ไม่ประสบความสำเร็จในการใช้รูปแบบการทำงานที่เน้นดิจิทัลเป็นหลักในระบบนิเวศของตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ประโยชน์ที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจะเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องให้องค์กรต้องก้าวไปไกลกว่าการเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจเพียงบางอย่างมาสู่ออนไลน์ พวกเขาต้องการรูปแบบการดำเนินงานดิจิทัลที่มีความสอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็จะต้องมีการปรับรูปแบบใหม่ในทุกช่องทางหลัก กระบวนการ และบริการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางดิจิทัลให้มากที่สุด

สร้างประสบการณ์ที่มีคุณภาพให้กับผู้ใช้งานด้วยระบบนิเวศที่เชื่อมต่อหลายมิติ : องค์กร 91% ยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลคุณภาพสูงให้กับลูกค้า พนักงาน และพันธมิตรทางธุรกิจได้ โดยเห็นพ้องกันว่า มีเพียงการนำกลยุทธ์และกระบวนการทางดิจิทัลที่แตกต่างกันทั่วทั้งองค์กรมาปะติดปะต่อกันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า กลยุทธ์ที่เน้นด้านดิจิทัลจะต้องมุ่งไปที่ความคล่องตัว การควบคุม และความปลอดภัยเป็นหลัก องค์กรต้องย้ายตัวเองออกจากกระบวนการแบบเดิม และยอมรับ ‘การเชื่อมต่อแบบไฮเปอร์คอนเนค’ และส่งมอบความร่วมมือที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และราบรื่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งระบบนิเวศ

หัวใจสำคัญของธุรกิจที่เน้นดิจิทัลเป็นหลักคือการรักษาความปลอดภัยและความไว้วางใจ : 49% ขององค์กรยืนยันว่า การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นส่วนสำคัญที่สุดของกลยุทธ์ดิจิทัลที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี องค์กร 34% ให้คะแนนตนเองในระดับต่ำเมื่อพูดถึงการส่งมอบรูปแบบการดำเนินงานที่มีความคล่องตัว ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการคิดค้นและปรับตัวให้เร็วกว่าคู่แข่ง ในขณะที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์และความต้องการด้านกฎระเบียบกลายเป็นศูนย์กลางบนโลกยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจะต้องสร้างความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และเดินหน้าลงทุนเชิงรุก เพื่อปกป้องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

MARKETING TIPS

การทำงานแบบ Hybrid Working ช่วยเพิ่ม Productivity แต่ภาวะ Burnout ก็สูงตาม

Published

on

รายงานผลการศึกษา Resetting Normal: Defining the New Era of Work ของ Adecco Group บริษัทผู้ให้บริการ HR ทั่วโลก เผย การทำงานแบบ Hybrid Working ช่วยเพิ่ม Productivity แต่ภาวะ Burnout ก็สูงตามด้วยเช่นกัน

โควิดเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตของผู้คนรวมไปถึงการทำงานให้เกิดขึ้นในรูปแบบใหม่ หรือ Hybrid Working ที่สามารถให้พนักงานเลือกทำงานที่ออฟฟิศและสลับกับที่บ้านได้ ซึ่งเมื่อ 12 เดือนที่ผ่านมา ทาง Adecco Group ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำงานแบบใหม่นี้เพื่อวิเคราะห์มาเป็นแนวโน้มของปี 2021 ไปจนถึงอนาคต โดยศึกษาจาก 25 ประเทศทั่วโลก และกว่า 15,000 องค์กร

การทำงานแบบ Hybrid Working จะยังคงอยู่กับเรา แต่ความยืดหยุ่นต่างหากคือหัวใจสำคัญ

  • มากถึง 53% ของพนักงานต้องการที่จะทำงานแบบไฮบริด โดยถือการทำงานนอกออฟฟิศให้มากกว่าครึ่งของการที่ต้องกลับมาทำงานในออฟฟิศ
  • กว่า 75% ของพนักงาน ได้เซ็ตบ้านให้กลายเป็นที่ทำงานไปแล้ว เพื่อให้ทำงานได้อย่างประสิทธิภาพ
  • 18 เดือนที่ผ่านมาพบว่า การทำงานแบบไม่เข้าออฟฟิศไม่ได้ส่งผลต่อการทำงาน
  • พนักงาน 3 ใน 4 ยังอยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแต่ตามความสะดวกของตัวเอง ซึ่งในจำนวนนี้ กว่า 51% ของคู่รักที่มีลูกแล้ว ต่างอยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศให้บ่อยขึ้น

วัดการทำงานและผลงานเป็นหลัก

  • พนักงานและหัวหน้ากว่า 73% เรียกร้องให้บริษัทวัดผลจากผลงานมากกว่าเวลาชั่วโมงงาน ซึ่งเทรนด์นี้มีมาให้เห็นตั้งแต่ปี 2020 แล้ว
  • ขณะที่มีหลายคนได้ประโยชน์จากการทำงานแบบไฮบริด แต่เวลาทำงานของพนักงานก็เพิ่มขึ้นกว่า 14% จากเวลางานปกติ

สุขภาพจิตกลายเป็นปัญหาใหญ่

จากรายงานสรุปได้ว่า องค์กรต่าง ๆ เสี่ยงที่จะสูญเสียผู้นำรุ่นใหม่ ๆ ไป เพราะกว่า 54% ของหัวหน้าที่ยังอายุน้อยประสบปัญหาภาวะ Burnout และอีก 3 คนจาก 10 คน ยังบอกว่าพวกเขาประสบปัญหาสุขภาพทางกาย และทางจิตมาอย่างน้อยเมื่อ 12 เดือนที่ผ่านมา
67% ของพนักงานระดับปฏิบัติการกล่าวว่า ผู้นำไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังในการตรวจสอบสภาพจิตใจของพวกเขา

การขาดดุลภาวะผู้นำ

ความพึงพอใจในผู้นำอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง 1 ใน 3 ของพนักงานระดับปฏิบัติการที่รู้สึกว่าพวกเขาได้รับการยอมรับอย่างเหมาะสมจากบริษัท และมีเพียงครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมดกล่าวว่า ผู้จัดการของตนบรรลุ หรือเกินขีดความคาดหวังในการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่ดี (48%) หรือให้ความช่วยเหลือในการสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิต (50%) สิ่งนี้ชัดเจนอย่างยิ่งในยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่นซึ่งความพึงพอใจต่อผู้นำระดับสูงนั้นแตะระดับต่ำสุด

Great Resignation? สัญญาณเตือนสำหรับบริษัท เมื่อพนักงานประเมินอาชีพของตนอีกครั้ง

ท้ายที่สุด ผลการวิจัยตอกย้ำว่า เมื่อแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับต่ำ มีพนักงานไม่ถึงครึ่งที่รู้สึกพึงพอใจกับโอกาสทางอาชีพในบริษัท เกือบ 2 ใน 5 กำลังเปลี่ยนแปลงหรือกำลังพิจารณาอาชีพใหม่ และ 41% กำลังพิจารณาย้ายไปทำงานที่มีตัวเลือกการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น “การแห่ลาออก” ที่คาดการณ์ไว้นั้นยังไม่ชัดเจน แต่ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องสานสัมพันธ์กับพนักงานของตนอีกครั้ง นอกจากนี้ 2 ใน 3 ของพนักงานยังมั่นใจว่าบริษัทจะเริ่มจ้างงานครั้งสำคัญอีกครั้ง โดยความมั่นคง หน่วยงาน วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่ดี และการพัฒนาเป็นแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการจ้างงานในอนาคต

“สำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเพื่อทำงาน เห็นได้ชัดว่าเราจะไม่กลับมาทำงานที่สำนักงานแบบเดิมอีก และอนาคตของการทำงานคือต้องยืดหยุ่น โควิด-19 ได้เร่งให้เทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่นั้นมาถึงจุดที่เราจะละเลยไม่ได้ และความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับบุคคลและผู้นำที่ปรับตัวเข้ากับเรื่องเหล่านี้”

Alain Dehaze ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Adecco Group

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
CREATIVITY1 วัน ago

จีนปิ๊งไอเดียขาย “ขวดสุ่มความรัก” ราคาเริ่มต้น 15 บาท

MARKETING TIPS2 วัน ago

องค์กรกว่า 90% ยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านดิจิทัล Tata Communications แนะ ยิ่งปรับเร็ว ประสิทธิภาพองค์กรยิ่งสูงขึ้น

NEWS UPDATE4 วัน ago

เปิดลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ Facebook Summit 2021 พร้อมชมการไลฟ์สดในวันที่ 28 กันยายนนี้

CREATIVITY4 วัน ago

แดนปลาดิบนำร่อง แก้วิกฤตแรงงานขาดแคลนด้วยร้านสะดวกซื้อไร้พนักงาน

NEWS UPDATE1 สัปดาห์ ago

G.I.V.E โครงการผลักดันธุรกิจเพื่อสังคมแห่ง SEA โดย WeWork

MARKETING TIPS2 สัปดาห์ ago

การทำงานแบบ Hybrid Working ช่วยเพิ่ม Productivity แต่ภาวะ Burnout ก็สูงตาม

MARKETING TIPS2 สัปดาห์ ago

10 เทรนด์การเปลี่ยนแปลง E-Commerce ช่วงท้ายปี 2021

NEWS UPDATE2 สัปดาห์ ago

Dable X Dek-D และ สยามดารา บริการโซลูชั่นแนะนำคอนเทนต์แบบ Personalization

MARKETING TIPS3 สัปดาห์ ago

มองกลยุทธ์ Collaboration ผ่าน GeneLab + Nadao Music l Cross Cover Project

NEWS UPDATE3 สัปดาห์ ago

‘Porntropreneur’ เปิดลิสต์ Top 10 OnlyFans Creators รับทรัพย์สูงสุด $20 ล้าน/เดือน

CREATIVITY2 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

NEWS UPDATE2 ปี ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

LIFESTYLE3 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

EDUCATION1 ปี ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

EDUCATION3 ปี ago

นักศึกษาจีน โอกาสใหม่ของ (ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยไทย?

EDUCATION1 ปี ago

ข่าวดี! Harvard เปิดให้เรียนออนไลน์ Computer Science ฟรี 9 คอร์ส – ตั้งแต่ For Business ไปจนถึงเขียนเกมส์

CONTENT TIPS3 ปี ago

โหลดฟรี! 40 Duotone Gradient Presets For Photoshop

NEWS UPDATE3 ปี ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

CREATIVITY3 ปี ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

MARKETING TIPS3 ปี ago

สื่อชี้! กรมสรรพากร เล็งจะ ตรวจสอบภาษีโดยตรง ขายของออนไลน์หนาวแน่

Facebook

Trending

977 Views