Connect with us

CONTENT TIPS

ผ่านมาครึ่งปีกว่าแล้ว พฤติกรรม ของคนอ่านสื่อในปี 2019-2020 เป็นอย่างไรกันบ้าง ?

Published

on

” เราต้องหยุดแทรกแซงในสิ่งที่คนกำลงสนใจ และเป็นสิ่งที่คนสนใจแทน “

“เพราะโลกของเรา หมุนเร็วขึ้นทุกวัน” ถ้าให้ผมพูดย้อนกลับไปในระยะเวลาเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้ Internet เข้ามาสู่ในชีวิตเราบ้างแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย จนถึงยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีจุดเชื่อมโยงแตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้ครับ

Desktop And Internet : ยุคที่เริ่มมีการใช้อินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นยุคที่ใครหลายๆ คนนั้นเรียกได้ว่าใช้มันเพื่อหาข้อมูลทำวิจัย หรือ งานต่างๆ มากกว่าการเสพสื่อแบบทุกวันนี้ และในยุคนี้ก็คงจะบอกได้เลยว่าคนส่วนมากนั้นยังนิยมการเสพสื่อผ่านทาง “หนังสือพิมพ์” มากกว่าการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแน่นอน

Mobile And Social : มาในยุคที่เรียกว่า “โลกโซเชียล” ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนอายุเท่าไหร่ก็เริ่มเข้าสู่การเล่น โซเชียล ได้ และเป็นช่วงเริ่มต้นของของแพรตฟอร์มต่างๆ มากมาย ทั้งFacebook , Line , Twitter และ อื่นๆ

จนถึงขั้นติดและเริ่มกลาย “เป็นสังคมก้มหน้า” แต่ก็ว่าเค้าไม่ได้นะครับเพราะยุคนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วตามยุคจริงๆ เพราะแค่หยิบมือถือขึ้นมาก็สามารถเสพข่าวใหม่และเทรนใหม่ๆได้อยู่เสมอ

Content And Big Data : ต่อมาเป็นยุคแห่งการเสพคอนเทนท์ มีคอนเทนท์ละลานตาผ่านหน้าฟีด คนเชื่อได้บ้าง ไม่ได้บ้างเนื่องจากในยุคนี้เริ่มมีข่าวสารที่ปลอมเยอะมาก ไม่ว่าจะเรื่องนู้นนี้นั้น จนทำให้ต้องมีการเก็บข้อมูลและสถิติต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการอ้างอิงถึงความเท็จจริงให้ผู้เสพสื่อได้รู้อย่างถูกต้องครบถ้วน ร่วมทั้งนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างการสื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งกว่าเดิม

Cyber Physical  : ยุคปัจจุบัน (ของหลายประเทศ) ที่หันมาเริ่มใช้ AI นำข้อมูลหรือ Data ไปทำงานแทนอย่างงานๆ

ที่เราเห็น ณ ตอนนี้คือการหาข้อมูลหรือสิ้นค้าอะไรบน Google บ่อยๆ มักจะมี Ad ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราหามาขึ้นข้างๆ หรือ สิ่งที่คุณมักชอบปิดไปในบ้างเว็บไซต์

หรือตัวอย่างจากผู้นำนวัตกรรมของเอเชียอย่าง อาลีบาบา ก็หันมาใช้ หุ่นยนต์ในการเขียนคอนเทนท์แทนมนุษย์กันบ้างแล้ว

กลับมาที่บ้านเรา พฤติกรรมของพูดอ่านสื่อในปี 2019-2020 จะมีแนวโน้มไปทางไหนกัน ?

คงจะเป็นอีกเรื่องนึ่งที่ผมก็หาคำตอบของมันมานาน เช่น พฤติกรรมของแต่ล่ะวัยนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กิจวัตรประจําวัน เรื่องความเหมาะสม จนไปถึงเรื่องการอ่านสื่อต่างๆ ซึ่งในปีนี้ก็ยิ่งแตกต่างกันออกไป หากจะให้พูดโดยรวมแล้วมันอาจยากไปหน่อย ผมจึงได้จัดแบ่ง Generations ต่างๆ เพื่อให้คุณนั้นเข้าถึงได้มาขึ้นครับ

Baby Boomer : Gen นี้จะอยู่ในช่วงวัย 50 ขึ้นไปถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควรและยิ่งเรื่องที่คน Gen นี้สนใจเอามากๆ เลยก็น่าจะหนี้ไม่พ้นเรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย การซื้อประกันที่จะค่อยดูแลช่วงอ่านยุคของเค้า และผลสำรวจของคนกลุ่มนี้มักจะอ่านสื่ออย่าง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และ โบรชัวร์ต่างๆ

แต่ถึงจะผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากแค่ไหน ก็นับว่ากลุ่ม Baby Boomer คือวัยเด็กที่เพิ่งจะเริ่มใช้ Social Media / Internet กันเป็นครั้งแรก จึงไม่แปลกที่กลุ่มนี้จะตื่นเต้นกับคอนเทนท์ที่แปลกใหม่ และนวัตกรรมที่อยู่บนหน้าจอ

Xers : Gen นี้บอกได้เลยว่ากลุ่มวัยกลางอายุราวๆ 35-53 ปี เป็นกลุ่มที่บอกได้เลยว่าก่ำกึงกับยุคสมัยมาก ส่วนหนึ่งยังนิยมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ขณะเดียวกันก็ใช้โซเชี่ยลรวมกลุ่มสนทนาไปด้วย จัดเป็นกลุ่มที่มีความคิดไตร่ตรองสูง มีไลฟ์สไตล์ชัดเจนของตัวเอง พวกเขานิยมอ่านรีวิว หาข้อมูลสินค้า และหาวิธีดูแลตัวเอง

Millennial : หรือกลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่มีลักษณะการเปิดกว้างทางความคิด มีระบบสังคมกลุ่มย่อย ที่มีความคิดเห็น ความเชื่อ ความศรัทธาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และมักจะชอบอ่านสื่อเกี่ยวกับ ด้านสุขภาพ และเชื่อมั่นกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่มาก

Generation Z : เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียม และความเสมอภาค ทั้งในมุมของอายุ เชื่อชาติ เพศ และรสนิยม ซึ่งสิ่งที่พวกเค้ามักจะเสพสื่อกันนั้นก็คงหนี้ไม่พ้นเรื่องสื่อที่มีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจ กิจกรรมในการช่วยปรับมุมมองความคิด หรือสิ่งที่ช่วยในการบำบัดดูแลสุขภาพใจในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยี AR และ VR เป็นสื่อที่มีอิทธิพลและช่วยส่งเสริมการเข้าถึงประสบการณ์ให้กับคน Gen Z ได้

Alpha : Gen อัลฟ่า เป็นเด็กที่เกิดมาในยุคที่รายล้อมไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้เด็กรุ่นนี้สามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆได้มากมาย ง่ายกว่าเจนก่อนๆ ซึ่งด้านพฤติกรรมการบริโภคสำหรับเจนอัลฟ่า จะเน้นไปในแนวทางของการเล่นและเรียนรู้ เพื่อเสริมทักษะพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และการเข้าสังคม การท่องเที่ยวจะเน้นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ให้กับเด็กๆ

แล้วเราจะปรับตัวตามผู้เสพสื่อยังไงดีในปี 2019-2020 นี้ ?

“Data IS KING , Content is Queen , Creativity is god”

คงบอกได้เลยว่าในปี 2019 นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เร็วจนปรับตัวไม่ทัน หรือ ตามอารมณ์ของคนเสพสื่อแทบจะไม่ได้

แต่จากที่เราศึกษาพฤติกรรมของผู้เสพสื่อมาจำนวนหนึ่งพบว่า มี 4 ปัจจัยนี้ที่พอจะอธิบายเทรนด์การเสพสื่อของชาวเราในยุคนี้ได้ครับ

1. Life Improvement Content : ปัจจุบันคนหันมาเสพข้อมูลเกี่ยวกับ “Life Improvement Content” ที่ช่วยพัฒนาทักษะ ความรู้-ความสามารถให้กับผู้บริโภค เช่น สนใจทำอาหาร เพราะได้ดูรายการทำอาหาร

2. Realism : หัวใจพื้นฐานที่จะสร้าง Brand Engagement ได้จริง คือแบรนด์ต้อง “Realism” หรือ “Being Real” คือ ความจริง ซึ่งสะท้อนถึงความจริงใจของแบรนด์ และ Realism จะสร้างเสน่ห์ให้กับแบรนด์ Micro Influencer จึงยังมาแรงอยู่ในปี 2019

3. Consumer Control : ผู้บริโภคต้องการ “Control” คอนเทนต์ เพราะต้องการเลือกได้เองว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากดู – ไม่อยากดู เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่จะได้ใจคน คือต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเขาเอง สามารถ Control ได้ ผู้บริโภคจะรักแบรนด์นั้น 

4. Newness & Excitement : คอนเทนต์มากมายในแต่ละวัน จนเกิดภาวะ Overload แต่แนวทางที่จะกระชากความสนใจของผู้บริโภค คือ แบรนด์ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการทำคอนเทนต์ที่มี “ความแปลกใหม่” และ “น่าตื่นเต้น” (Newness & Excitement)

การเดินเกมของ Content ในปี 2019 ของคุณควรเป็นอย่างไร ?

“โลกเปลี่ยน คอนเทนต์เปลี่ยนไป แต่ใจเดิม”

การสร้างประสบการณ์ในแบรนด์ให้กับผู้บริโภค ต้องมองเป็น “Total Experience” ที่แต่ละช่วงของ Audience (Customer) Journey ตั้งแต่มีความต้องการ – รู้จักแบรนด์ – ศึกษาหาข้อมูล – ตัดสินใจ (Call to Action) เชื่อมต่อร้องเรียงเข้าด้วยกัน

ซึ่งการสร้าง Total Experience จึงครอบคลุม Audience Journey เพื่อวางแผนให้ครบทุก Touch Point ในการเข้าถึง และเชื่อมต่อกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

สุดท้ายนี้ “CONTENT IS WHAT YOU LOVE” ยังไงก็แล้วแต่ คอนเทนต์ที่แบรนด์สื่อสารออกไป คือ “ความรักที่คุณมีให้ลูกค้า”ถึงแม้คนที่เข้ามาอ่านคอนเทนต์จะอ่านเพื่ออยากรู้ อยากทำเป็น อยากศึกษา อยากซื้อสินค้า แต่สำหรับคุณคนสร้างคอนเทนท์ “จะต้องเริ่มจากเขียนเพราะรักเสียก่อนครับ”

ที่มา : kobkid
thestandard

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

CONTENT TIPS

10 ไอเดียทำ VDO Content ลง IG ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น

Published

on

เป็นที่เข้าใจได้ค่ะ หากในหน้าโปรไฟล์ไอจีธุรกิจของใครหลาย ๆ คนจะเต็มไปด้วยโพสต์ขายของ เพราะเป็นใคร ใครก็อยากเน้นโพสต์ได้ทำหน้าที่แผงขายของสร้างรายได้ให้กับเรา 

แต่ถ้าหากเราต้องการพรีเซนต์ธุรกิจเราต่อลูกค้าใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้า การลงแค่คอนเทนต์ Hard sell อย่างเดียวคงไม่มีใครอิน ดังนั้นวันนี้เราจะมาแจก 10 ไอเดียทำ VDO Content ลง IG ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น จาก Social Media Examiner กันค่ะ

ขึ้นชื่อว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ ดังนั้นหลักการของทั้ง 10 ไอเดียนี้จะมาจากหลักการการทำ TOFU (Top-of-Funnel) เพื่อเป็นการแนะนำตัวแบรนด์ให้ลูกค้าใหม่ ๆ ได้หันมาสนใจทำความรู้จักกับเราค่ะ

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อทำวิดีโอไอจีโดยใช้หลักการ TOFU

  • เป็นตัวของตัวเอง เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเป้าหมายรักเราที่เป็นเรา แล้วกดตุ่มฟอลโลว์เราในที่สุด
  • ทำให้ง่ายเข้าไว้ คนเข้ามาใหม่ส่วนมากยังไม่มีใครสนใจข้อมูลเชิงลึกมากหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นแนะนำทำให้เข้าถึงง่ายเข้าไว้และยังแฝงไปด้วย offer ต่าง ๆ ของเราค่ะ
  • เล่าเรื่อง หรือ Storytelling การนำเสนอแบบนี้จะทำให้แอค ฯ ของเราดูน่าติดตาม คนกลับมาดูคอนเทนต์เราบ่อยขึ้น
  • สั้น ๆ กระชับ เพราะในปีนี้ 2022 IG มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำหรับวิดีโอสั้นกันแล้วค่ะ ดังนั้นความยาวคลิปไม่เกิน 60 วิ คือแนะนำค่ะ

10 ไอเดียทำ VDO Content ลง IG ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น

แนะนำตัวธุรกิจของเรา

แนะนำธุรกิจของเราให้แก่ Potential customers ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับสตอรี่ของธุรกิจ โชว์เคสว่าเรามีสินค้าอะไรบ้าง หรือแม้กระทั่งใครเป็นทีมงานเราบ้าง แบบนี้ก็ได้ แต่ในบางทีหากมีเรื่องเล่าเยอะทำให้วิดีโอยาวเกินไปก็สามารถซอยย่อยออกมาเป็นพาร์ท ๆ ได้ค่ะ

แสดงคุณค่าแบรนด์ของเรา

โชว์ให้ลูกค้าในอนาคตของเราเห็นว่าสินค้าของเรามีดีหรือถูกใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตขนาดไหน หรือจะนำเอา CEO มาให้สัมภาษณ์เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับภาพลักษณ์แบรนด์ก็ทำได้

ยกตัวอย่างจากแอคเคาท์ @kencko ที่นำเสนอ Value ของสินค้าในรูปแบบที่อยากให้ทุกคนมองลึกลงไปว่าภายในนั้นมีส่วนประกอบอะไรอยู่บ้าง โดยการใช้ลูกเล่นแว่นขยายส่องลงไป

รูปจาก Social Media Examiner

แสดงให้เห็นถึงเวย์การใช้สินค้าใหม่ ๆ

ให้แรงบรรดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้อยากลองซื้อสินค้าของเราไปใช้ดูบ้าง หากใครคิดไม่ออกก็ลองนึกถึงการนำโอรีโอไปใช้เป็น Raw material ในการทำขนม/เบเกอรี่ต่าง ๆ ดูก็ได้ค่ะ เคสนี้เคยประสบความสำเร็จแล้วช่วยให้โอรีโอได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนได้มาแล้ว

สอนวิธีการใช้หรือเคล็ดลับ DIY

การให้ไอเดียวิธีการใช้สินค้าเวย์ใหม่ ๆ กับลูกค้าก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่หากจะให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นก็ทำวิดีโอสอนการใช้ในแบบของเราไปเลย

Sneak peek สินค้าใหม่

ให้ลูกค้าได้ตื่นเต้นกับสินค้าใหม่ที่เรากำลังจะออกวางขาย โดยการลงสตอรี่เพื่อให้ดูน่าค้นหา เพราะด้วยเนเจอร์ของฟีเจอร์นี้ที่คอนเทนต์จะคงอยู่เพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น

เปิดตัวสินค้าใหม่

ให้เกิด Awareness กับโปรดักใหม่ของเรา โดยอาจจะทำเปฌน Reels สั้น ๆ โชว์ว่าสินค้าใหม่ของเราใช้ทำอะไรได้บ้าง ปรับแต่งยังไงได้บ้าง

โชว์เบื้องหลังการทำงาน / การผลิต แบบเล็ก ๆ น้อย ๆ

เพราะว่าคนสมัยนี้ต่างชอบดูอะไรที่เรียล ๆ และดูเข้าถึงได้ การพาทัวร์โรงงานหรือโปรดักไลน์สั้น ๆ ก็ทำให้คนหันมาสนใจเอนเกจกับเรามากขึ้น

บอกสรรพคุณของสินค้า

เพื่อไฮไลต์ถึงความเจ๋งของสินค้าเรา แต่ต้องคำนึงไว้เสมอว่าเราทำโดยอิงหลัก TOFU เพราะฉะนั้นเนื้อหายังไม่ต้องลึกมากค่ะ

ทำคอนเทนต์ขำ ๆ บ้าง

การขายของไม่จำเป็นต้องอัดแต่คอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้าเสมอไป การทำคอนเทนต์ขำ ๆ จะช่วยเรียกยอดเอนเกจได้ดีเลยค่ะ

ใช้ฟีเจอร์ไลฟ์สด สื่อสารกับลูกค้าแบบ Real time

เป็นวิธีการที่เรียลและจริงใจกับลูกค้ามากที่สุด และยังสามารถเปลี่ยนลูกค้าจากขั้น TOFU มาเป็น MOFU ได้อีกด้วย

อ้างอิง : Social Media Examiner

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

คอนเทนต์แบบไหนโดนใจผู้ใช้ Facebook, IG, Twitter, TikTok มาที่สุด ฉบับปี 2022

Published

on

อัปเดตแนวทางการทำคอนเทนต์ในปี 2022 ของแต่ละแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง Facebook, IG, Twitter และ TikTok กันค่ะ 

ทุกวันนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าฟีเจอร์ของแต่ละแพลตฟอร์มนั้นอาจมีหน้าตาที่แตกต่างและคล้ายคลึงกันไปแต่สำหรับนักการตลาดหรือสายคอนเทนต์อย่างเรา ๆ ก็ต้องรู้ว่าในความแตกต่างเล็ก ๆ นี้พฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละแพลตฟอร์มมีความคาดหวังในตัวเนื้อหาและสนใจในคอนเทนต์แต่ละประเภทแตกต่างกันไป เพราะบางทีคอนเทนต์ Real time ในแพลตฟอร์มนั้น ๆ อาจไม่ได้ตอบโจทย์และเรียกเอนเกจได้เสมอไปนั่นเองค่ะ

 Facebook ยังต้องการ Community-driven 

รูปจาก https://blog.gwi.com/chart-of-the-week/best-content-on-tiktok-twitter-and-instagram/

จากการสำรวจ ถึงแม้เหล่าคอนเทนต์ประเภท Funny, Informative, Creative จะถูกโหวตจากผู้ใช้ว่าพวกเขาอยากเห็นบนหน้าฟีดมากที่สุด แต่แท้จริงแล้ว Community-driven นั้นก็ยังเป็นประเภทคอนเทนต์ที่ผู้ใช้ยังให้ความสนใจ กล่าวคือ ผู้บริโภคเกือบ 1 ใน 5 ต้องการเห็นแบรนด์สร้างคอมมูนิตี้ให้พวกเขา 

อีกทั้งอ้างอิงจากการวิจัยของ GWI. ยังพบว่า ระดับของเอนเกจเมนต์ในแต่ละกลุ่มเฟซบุคนั้นมีคงที่และสม่ำเสมอ แต่ยังไม่มีค่อยแบรนด์นำข้อดีของการมีกลุ่มความสนใจเฉพาะในเฟซบุคไปใช้ประโยชน์สักเท่าไหร่ เพราะกลุ่มคอมมูนิตี้เหล่านี้คือแหล่งของคนที่มีความสนใจร่วมกัน, ในพื้นที่นั้น ๆ อยู่รวมกัน ซึ่งหากแบนรนด์นำไปต่อยอดก็จะทำให้พบกับกลุ่ม Audience ที่ Specific กับตัวธุรกิจได้มากขึ้น

เพราะด้วยเนเจอร์ของตัวผู้ใช้ Facebook เองที่ไม่ได้มายด์มากเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่ต้องเจาะจงเพื่อพวกเขามาก เพราะพวกเขานั้นก็อยากให้คอนเทนต์ตัวเองแมสเหมือนกัน ดังนั้นโพสต์หน้าฟีดจึงเริ่มไม่ค่อยน่าสนใจเท่า Subculture แล้ว (จากการสำรวจพบว่า ผู้ใช้ 43.2% รู้สึกว่าหน้าฟีดไม่ค่อย Relevant แล้ว) 

Instagram คอนเทนต์ต้องชิค

รูปจาก https://blog.gwi.com/chart-of-the-week/best-content-on-tiktok-twitter-and-instagram/

อย่างที่รู้ ๆ กันว่าเมื่อ CEO ของ IG ได้ออกบอกมาว่า IG ไม่ใช่แพลตฟอร์มแชร์รูปอีกต่อไป และจะกลายเป็นแอป ฯ ที่ให้ความบันเทิงแทน ในเมื่อเป็นแบบนี้ Piority ของผู้ใช้ย่อมเปลี่ยน ทำให้คอนเทนต์ประเภทตลกเฮฮา (Funny) กลายเป็นคอนเทนต์ที่ผู้ใช้ต้องการมากที่สุด

ประจวบเหมาะกับช่วงที่โควิดระบาด UGC (User Generated Content) เลยบูมและถูกแชร์อย่างมากในโลกโซเชียล แต่อย่างไรก็ตามเหล่า Instagrammer ก็ยังต้องคงคอนเซปต์ ‘ความชิค’ ไว้อยู่เสมอ สอดคล้องกับผู้ใช้จำนวน 23% ชอบเข้าถึงแบรนด์ที่ดูชิคหรือคูลมากกว่า 

Twitter บางส่วนยังเป็นความหวังของสังคม

รูปจาก https://blog.gwi.com/chart-of-the-week/best-content-on-tiktok-twitter-and-instagram/

Twitter ถือว่าเป็นแพลตฟอร์ม Microblogging คล้ายพันทิปในบ้านเราเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเนื้อหาในแพลตฟอร์มนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นทางการจ๋าเสมอไปค่ะ เพราะจากความเกร็งนี้ทำให้ผู้ใช้ unliked หรือ unfollowed แบรนด์ไปแล้วกว่า 35% ในเดือนที่ผ่านมา

จริงอยู่ที่เนื้อหาในทวิตเตอร์นั้นจะออกไปในแนวตลกขบขัน แต่แท้จริงแล้วนั้นชาวทวิตเตอร์ไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เพราะพวกเขาสนใจในเรื่องของการเอนเกจ มีส่วนร่วม มากกว่าที่จะมาเสพอะไรขำ ๆ แล้วผ่านไป 

Conversation จึงสำคัญกว่า Monologue สำหรับแพลตฟอร์มนี้ ดังนั้นสำหรับนักการตลาดแล้ว ผู้ใช้นั้นคาดหวังที่จะให้แบรนด์รับฟังพวกเขามากกว่าที่จะให้ความรู้แก่พวกเขา (51% VS 38%)

TikTok คอนเทนต์เน้นตลกและครีเอท

รูปจาก https://blog.gwi.com/chart-of-the-week/best-content-on-tiktok-twitter-and-instagram/

ขึ้นแท่นมาเลยอันดับหนึ่งในเรื่องของคอนเทนต์ประเภท Funny ที่ผู้ใช้อยากเห็นบนหน้าเพจมากที่สุด ดังนั้นแบรนด์ที่นำเสนอภาพลักษณ์ตลกแบบไม่ห่วงสวยกันจึงจะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ในแพลตฟอร์มนี้ เพราะผู้คนนั้นต่างยกให้ติกตอกเป็นเหมือนพื้นที่ที่คอยปลดปล่อยความติ๊งต๊องออกมา

ตัวอย่างของแบรนด์ที่ทำออกมาได้ดีก็คือ Duolingo แอป ฯ นกฮูกเขียวสอนภาษาที่หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกัน ซึ่งผลก็คือแบรนด์นี้ดูเป็นบุคคลจับต้องได้มากขึ้น และสามารถเข้าถึงกลุ่ม Audience ที่อายุน้อยได้ดี

สุดท้ายนี้เราก็ต้องกลับมาทำการบ้านกันอีกรอบว่าในคอนเทนต์ของแต่ละทอปปิคที่เราอยากนำเสนอออกไปในแต่ละแพลตฟอร์มนั้นต้องนำเสนอในเวย์ที่แตกต่างกันไป เพื่อการมองเห็นและการเข้าถึงที่มีประสิทธิภาพที่สุดนั่นเองค่ะ

อ้างอิง : GWI

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

Shopee ลงแข่งสนามเดือด Food Delivery พร้อมงัดไม้เด็ดพิชิตใจลูกค้า

Published

on

shopee food

กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์ม E-commerce ชื่อดังอย่าง Shopee บุกตลาด Food Delivery ทั่วไทย หลังจากได้เปิดตัวก่อนหน้านี้ที่ประเทศอินโดนีเซีย ได้ผลตอบรับดีเกินคาด ยอดดาวน์โหลดแอปกว่า 500,000 คน พร้อมร้านค้าพาร์ทเนอร์เข้าร่วมกว่า 500 ร้าน

หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ธุรกิจ Food Delivery เติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป Work From Home ตามมาตรการของระงับการแพร่ระบาดของรัฐบาล จึงไม่สามารถเดินทางไปข้างนอกได้สะดวกกว่าเช่นเคย ดังนั้นช่องทางออนไลน์ จึงตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคมากที่สุด 

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/business/Pages/z2995.aspx

โดยจากผลสำรวจของ Nielsen Thailand กลุ่มพฤติกรรมผู้บริโภคช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ ปี 2565 เผยว่า กลุ่มร้านอาหาร และ แอปสั่งซื้ออาหาร มีอัตราการเติบโตสูงถึง 647% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับการสั่งอาหารผ่านแอป และคาดว่าหลังจากวิกฤตโควิด-19 หายไป ธุรกิจ Food Delivery ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ ธุรกิจ Food Delivery ในปี 2565 มีแนวโน้มโตเพิ่มขึ้นประมาณ 4.5% หรือมูลค่าตลาด 7.9 หมื่นล้านบาท กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของศึกสงครามแย่งชิงบัลลังค์ส่วนแบ่งการตลาด Food Delivery อย่างดุเดือด

พื้นที่ยังเหลือ Shopee Food ขอร่วมจอยหน่อย

หลังจากที่ AirAsia เปิดตัวบริการฟู้ดเดลิเวอรี่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดขอต้อนรับน้องใหม่ Shopee Food เพิ่มอีกหนึ่งราย แพลตฟอร์มอี คอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ ผู้ให้บริการสินค้าออนไลน์ พร้อมฐานลูกค้าเก่ามากมาย ที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Grab Foodpanda หรือ Line man ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

ขอบคุณรูปภาพ : Shopee บุกตลาด Food Delivery งัด 4 ไม้เด็ดครองใจไรเดอร์ | ทันข่าว Today (thunkhaotoday.com)

โดยกลยุทธ์ที่จะเอามาพิชิตใจไรเดอร์ ครองใจลูกค้า สร้างความมั่นใจเลือกใช้บริการ

  1. รอบวิ่งเยอะ 24 ชั่วโมง : เนื่องจาก Shopee มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว สร้างความมั่นใจให้แก่ไรเดอร์เพิ่มโอกาสรอบวิ่งตลอดทั้งวัน
  1. ออเดอร์เพียบ : แอปพลิเคชันช้อปปี้เป็นอีกหนึ่งแอปที่มีฐานข้อมูลลูกค้ามากมาย พร้อมช่องทางการชำระแสนสะดวกผ่านช้อปปี้ และ Shopee Pay เพื่อเพิ่มโอกาสรับออเดอร์ได้มากขึ้น
  1. รับงานเท่าเทียม : ได้มีการตั้งมาตรการแบ่งขั้นการรับงานอย่างเท่าเทียม ด้วยอุปกรณ์เซ็ตใหญ่ หรือ เล็ก ก็วิ่งได้เหมือนกัน
  1. แจกงานให้เท่ากัน : ระบบการกระจายงานให้แก่ไรเดอร์อย่างเท่าเทียม ไม่มีการทุจริตจ่ายงานลำเอียง
ขอบคุณรูปภาพ : ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดปี 65 มูลค่าตลาด “ฟู้ดเดลิเวอรี่” โตแตะ 7.9 หมื่นล้าน (bangkokbiznews.com)

เทรนด์ธุรกิจ Food Delivery เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งทางShopee มองเห็นถึงโอกาสเทรนด์ธุรกิจ FoodDelivery เติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจลงแข่งสนามเดือดในครั้งนี้ด้วย หากดูมูลค่าตลาดรวมย้อนในแต่ละปีจะเห็นได้ว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี 

  • ปี 2563 มูลค่าตลาด 68,000 ล้านบาท
  • ปี 2564 มูลค่าตลาด 74,000 ล้านบาท
  • ปี 2565 คาดว่ามูลค่าตลาด 82,000 ล้านบาท
  • ปี 2566 คาดว่ามูลค่าตลาด 90,000 ล้านบาท

จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบของธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ หลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ผู้บริโภคนิยมเลือกใช้บริการแอปสั่งซื้ออาหาร อีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สาเหตุของการเติบโตธุรกิจ Food Delivery

ปัจจัยหลักสำคัญของอัตราการเติบโตของธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ เกิดจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ผลักดันให้ผู้คนเข้าสู่โลกออนไลน์โดยปริยาย นอกจากจะอำนวยความสะดวกสบาย รวดเร็ว ยังมีโปรโมชั่น คูปองส่วนลดต่างๆ ของพาร์เนอร์ร้านอาหารชื่อดังมากมาย พร้อมส่งตรงความอร่อยให้ถึงบ้าน

อย่างไรก็ตามShopee ลุยธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การแข่งขันยังคงมีแนวโน้มรุนแรงทวีคูณเรื่อยๆ ซึ่งทุกแบรนด์ต่างงัดกลยุทธ์เพื่อเอาใจผู้ประกอบการร้านอาหาร ไรเดอร์ และผู้บริโภค โดย EIC คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าวิกฤตโควิด-19 คลี่คลายลง แนวโน้มธุรกิจแอปส่งอาหารยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือว่าShopeeFood ยังคงเป็นที่น่าจับตามองอย่างมากในไทย

อ้างอิง : shopeefood / thansettakij / bangkokbiznews.

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
MARKETING TIPS7 เดือน ago

เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดกระจายสินค้าพรีเมียมให้แมส ของช็อกโกแลต Godiva

MARKETING TIPS7 เดือน ago

แบรนด์กับการแสดงจุดยืน เพราะแค่ขายของอย่างเดียวมันไม่พอ

MARKETING TIPS7 เดือน ago

สรุป 5 เทรนด์พฤติกรรมแต่ละ Gen เลือกเสพสื่อบันเทิงปี 2022 ที่ควรรู้

CONTENT TIPS7 เดือน ago

10 ไอเดียทำ VDO Content ลง IG ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น

MARKETING TIPS7 เดือน ago

4 เสาหลักสำคัญ ของการทำ Customer Retention

ตลาดสัตว์เลี้ยง
NEWS UPDATE7 เดือน ago

โลตัส Pet Us เจาะกลุ่ม Pet Humanization เทรนด์ ตลาดสัตว์เลี้ยง กำลังมาแรง!!

NEWS UPDATE7 เดือน ago

คาดการณ์จากนักวิเคราะห์ Gartner : หาก Netflix มีโฆษณา

MARKETING TIPS7 เดือน ago

OOH กำลังกลับมา : เปิด 4 อินไซต์เพื่อสร้างอิมแพคให้เวิร์กกว่าเดิม

CONTENT TIPS8 เดือน ago

คอนเทนต์แบบไหนโดนใจผู้ใช้ Facebook, IG, Twitter, TikTok มาที่สุด ฉบับปี 2022

Jojo
ENGLISH NEWS8 เดือน ago

JoJo Maman Bébé พร้อมเข้าสู่การผลัดเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่

CREATIVITY4 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

LIFESTYLE4 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

EDUCATION4 ปี ago

นักศึกษาจีน โอกาสใหม่ของ (ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยไทย?

NEWS UPDATE3 ปี ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

MARKETING TIPS7 เดือน ago

เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดกระจายสินค้าพรีเมียมให้แมส ของช็อกโกแลต Godiva

CONTENT TIPS4 ปี ago

โหลดฟรี! 40 Duotone Gradient Presets For Photoshop

MARKETING TIPS2 ปี ago

แจกฟรี Business Model Canvas Template .doc โหลดไปใช้วางแผนกันได้เลย!

CONTENT TIPS2 ปี ago

7 เทรนด์ Content Marketing ปี 2021 ที่สายคอนเทนท์ต้องอ่าน!

MARKETING TIPS4 ปี ago

สื่อชี้! กรมสรรพากร เล็งจะ ตรวจสอบภาษีโดยตรง ขายของออนไลน์หนาวแน่

EDUCATION3 ปี ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

Facebook

Trending

3457 Views