Connect with us

INNOVATION

นวัตกรรมใหม่แห่งยุค “3D Printed meat” เนื้อสัตว์ยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

3D Printed meat เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหาร และปศุสัตว์ ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านสิ่งแวดล้อมให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเนื้อสัตว์ที่จะนำมาพิมพ์ในเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้มีทั้งไขมัน เลือด เนื้อ และเส้นเอ็น ที่ทำมาจากพืชทั้งหมด

Published

on

นวัตกรรมใหม่แห่งยุค “3D Printed meat” เนื้อสัตว์ยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

3D Printed meat เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติเข้ามามรส่วนร่วมในการปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหาร และปศุสัตว์ ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านสิ่งแวดล้อมให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเนื้อสัตว์ที่จะนำมาพิมพ์ในเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้มีทั้งไขมัน เลือด เนื้อ และเส้นเอ็น ที่ทำมาจากพืชทั้งหมด

เป็นอีกหนึ่งในโภชนาการรูปโฉมใหม่ที่เรียกว่า “Plant-based Meat” คือ เนื้อสัตว์สังเคราะห์ เป็นพืชที่ทำให้มีหน้าตาคล้ายกับเนื้อสัตว์ ทั้งกลิ่น รส และสัมผัสจะเหมือนกับเนื้อสัตว์จริง ๆ ทุกประการ อุดมไปด้วยโปรตีนจากธัญพืช, โปรตีนจากพืชต่าง ๆ และโปรตีนจากน้ำมันสกัดธรรมชาติ

ทั้งนี้อาจมีส่วนผสมอื่น ๆ อย่างเซลลูโลส, สารสกัดจากยีสต์, เกลือ, กลีเซอรีน ผัก, กรดน้ำส้ม และอีกหลากหลายสารสกัดที่สามารถทดแทนสารอาหารต่าง ๆ ภายในเนื้อสัตว์ได้อย่างครบถ้วน สามารถนำมาประกอบอาหารได้เหมือนกับเนื้อสัตว์ทั่วไป

3D Printed meat

ซึ่ง Plant-based Meat หรือเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช มีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีเหตุผลดังนี้

ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเริ่มมีการหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น และมีความเชื่อว่าการทานพืชผักมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ จึงทำให้เนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืชมีความน่าสนใจ

ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช มีการพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น (Health conscious)
ผู้ผลิตมีการแข่งกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำเสนอเมนูใหม่ ๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช มีความหลากหลาย น่าทดลองทานมากกว่าเดิม

ผู้บริโภคเปิดใจมากขึ้น
ผู้บริโภคในปัจจุบันหรือคนรุ่นใหม่มีความกล้าที่จะลองมากขึ้น จากผลสำรวจของเว็บไซต์ Forbes เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์อุตสาหกรรมว่า ภายในปี 2050 เนื้อที่ทำจากพืชอาจกินส่วนแบ่งถึง 50% ของตลาดเนื้อสัตว์จริง

3D Printed meat

ผู้บริโภคในปัจจุบันจำนวนมากสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
จากผลการวิจัยที่ว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกผลิตขึ้นในโลกนี้ ราวหนึ่งในสี่มาจากอาหาร และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มาจากอาหารเกิดจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากเนื้อสัตว์มากถึง 58% นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า การบริโภคเนื้อจากพืช จะช่วยลดโลกร้อนได้

โดยผลงานเครื่องพิมพ์เนื้อสัตว์ 3 มิตินี้ มาจากเอสชาร์ เบ็น-ชิตริต (Eshchar Ben-Shitrit) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Redefine Meat ที่ได้มีแนวคิดในการสร้างเนื้อสัตว์มังสวิรัติทางเลือก เพื่อลดการบริโภคเนื้อสัตว์ รวมถึงลดขยะที่เกิดจากอาหารที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลก โดยการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการดิจิติลเข้ามาช่วย

Redefine Meat บริษัทสัญชาติอิสราเอลที่ได้ทำการผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D printers) ที่สามารถสร้างเนื้อวัวที่เหมือนจริงขึ้นมาได้ โดยการทำการพัฒนา “หมึกพิมพ์” ที่ใช้วัตถุดิบจากพืชหลากหลายชนิดพื่อสร้างเนื้อสัตว์ทางเลือก ที่ทางบริษัทเรียกว่า Alt-Steak ซึ่งตัวเครื่องพิมพ์จะแยกส่วนการทำงานเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

แบ่งเป็น

  • Alt-Muscle ที่ทำการสร้างในส่วนของกล้ามเนื้อของเนื้อสัตว์
  • Alt-Fat สร้างในส่วนที่เป็นไขมันของสัตว์
  • Alt-Blood สร้างในส่วนที่เป็นเลือดของสัตว์

ตัวเนื้อสเต็กทำมาจากถั่วเหลือง โปรตีนถั่ว ไขมันมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน รวมไปถึงสีและรสชาติจากธรรมชาติ และได้ผ่านการออกแบบมาให้เหมือนเนื้อวัวจริง ๆ มากที่สุด ทั้งรสชาติ และรสสัมผัส อีกทั้งยังมีโปรตีนสูง ไขมันน้อย

3D Printed meat

จากการพิมพ์แบบซ้ำไปซ้ำมาโดยเลียนแบบโครงสร้างกล้ามเนื้อของเนื้อวัว ทำให้เนื้อสเต็กที่ได้มีลักษณะกลิ่น และรสชาติเหมือนกับสเต็กเนื้อวัวแท้ มีสีสันและรสชาติแบบธรรมชาติ แต่ปราศจากคอเลสเตอรอลเนื่องจากทำมาจากพืช

นอกจากนี้บริษัทยังได้กล่าวอีก จะมีการพัฒนาเคืรองพิมพ์ให้ออกมาดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อพัฒนาให้กระบวนการผลิตเนื้อสเต็กมีความโดดเด่นทั้งด้านวิศวกรรม อาหาร และการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยบริษัทเชื่อว่าจะสามารถผลิตเนื้อสัตว์ที่อร่อย และราคาไม่แพงให้ได้ทานกันได้

ทั้งนี้ยังได้มีการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อโดยเฉพาะ รวมไปถึงเชฟ และนักชิม เพื่อให้เนื้อสัตว์อย่าง 3D Printed meat มีเนื้อสัมผัสที่ดี ชุ่มฉ่ำ มีการแตกตัวของไขมันในปาก รสชาติดี มีความใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด

เบื้องต้นมีการระบุว่าจะนำเนื้อที่ได้ไปทดลองทำการตลาดเนื้อสเต็กที่ร้านอาหารระดับไฮเอนด์บางแห่งในปลายปีนี้ โดยจะให้พ่อครัวทำการปรุงเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะ เมื่อปรับปรุงแล้วจะมีการเพิ่มการผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติและวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในปี 2022 ต่อไป

3D Printed meat

หากใครสนใจอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Plant-based Meat หรือเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช สามารถอ่านเพิ่มเติมได้เลยที่ Plant-Based Meat

หรืออยากอ่านหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ สรุปเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจ จากงาน CES 2021 ได้เลย

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
Reuters
Insider
Thousand Reason
fit-biz

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

INNOVATION

Virtual Influencer เจนเนอเรชั่นใหม่วงการอินฟลูฯ คุมภาพลักษณ์แบรนด์ได้ จ่ายในเรทที่น้อยกว่า

Published

on

ใกล้ตัวเข้ามามากขึ้นแล้วกับอนาคตแห่งโลกเสมือนจริง เมื่อ Virtual Influencer กลายมาเป็น ‘A Thing’ ในโลกออนไลน์และการตลาดในปัจจุบัน

เรื่องอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงนั้นอาจไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สะเทือนวงการอินฟลูฯ เพราะตั้งแต่ในปี 2007 นั้น หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับ Hatsune Miku โปรแกรม Vocaloid ร้องเพลงจากญี่ปุ่นกันมาบ้างแล้ว แต่ไม่ได้มีการใส่ Charater ความคิด ความฝัน ไลฟ์สไตล์ลงไปในตัว Vocaloid เหมือนกับรูปแบบการสร้างตัวละคร Virtual Influencer

ปัจจุบัน รูปแบบพรีเซนเทชัน Virtual Influencer นั้นมีให้เห็นหลัก ๆ อยู่ 2 แบบ คือแบบ ‘ลูกครึ่งคน-CG’ และแบบ ‘Full CG’ 

imma.gram : Virtual Influencer แบบ ‘ครึ่งคน ครึ่ง CG’
Barbie : Virtual Influencer แบบ ‘Full CG’

ประสิทธิภาพของ Virtual Influencer มีแนวโน้มที่ดี

จากรายงานของ HypeAuditor ได้รายงานว่า อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงนั้นมียอดเอนเกจเมนต์สูงกว่าอินฟลูเอนเซอร์คนจริง ๆ ถึง 3 เท่า

นอกจากนี้ในรายงานยังพบว่าคนที่เอนเกจด้วยกับอินฟลูฯ เสมือนจริงนั้นมักเป็นผู้หญิงและมีอายุระหว่าง 18-24 ปี

Lil Miquela อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงที่ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกมาแล้ว

Lil Miquela คืออินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงสัญชาติบราซิลเลียน-อเมริกันจากฝั่งอเมริกา ซึ่งเธอเคยร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกมาแล้วหลายแบรนด์อย่าง Prada, Dior และ Calvin Klein อีกทั้งยังออกซิงเกิลเพลงอย่าง “Not Mine” ในปี 2017

อีกทั้งตอนนี้เธอยังมีผู้ติดตามในไอจีมากถึง 3 ล้านคนแล้ว

ไทยก็มี Bangkoknaughtyboo

ถือว่าเป็น Virtual Influencer คนแรกของไทย และเป็นอินฟลูฯ เสมือนจริงที่เป็น Non-binary คนแรกของโลก “Bangkoknaughtyboo”  อีกทั้งยังจ้างได้จริงแล้ววันนี้ ภายใต้สังกัดโมเดลเอเจนซี่ Morgan & Preston

คุมภาพลักษณ์แบรนด์ได้ 100% และอาจได้จ่ายในเรทที่น้อยกว่า

ด้วยเนเจอร์ของ Virtual Influencer ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากโปรแกรม ไม่ใช่คนจริง ๆ จึงทำให้การทำงานร่วมกับอิฟลูฯ เหล่านี้ได้ทลายข้อจำกัดของการใช้อิลฟลูฯ คนจริง ๆ ไปได้หลายอย่าง

  • ควบคุมได้ 100% : จากที่เขียนไปเบื้องต้น อินฟลูฯ เสมือนจริงไม่ใช่คนจริง ๆ จึงสามารถปรับเปลี่ยนลุคหรือมู้ดของนิสัยให้ตรงกับความต้องการของแบรนด์ที่จ้างได้
  • ไม่จำกัดในเรื่องของสถานที่ : เพราะเกิดจากคอมพิวเตอร์ พวกเขาจึงไม่มีข้อจำกัดด้านนี้ สามารถออกงานหลายงานในวันเวลาเดียวกันได้แบบไม่มีข้อจำกัด
  • ถูกกว่าเกือบ 96% : เทียบจากเรทผู้ติดตาม ราคาที่ต้องจ่าย และการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงมีเรทจ้างถูกกว่าเกือบ 96%

ต่อจากนี้เราคงได้เห็น Virtual Influencer เข้ามามีบทบาท KOL กันเรื่อย ๆ ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศทั่วโลก อีกทั้งถ้ามองในแง่ Disrupt “อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง” นี่แหละที่จะเข้ามาเป็น New Generation ใหม่ของวงการนี้

กรณีศึกษาของ Rozy

มาแรงสุดในนาทีนี้ Rozy สาวน้อย AI ที่กำลังโด่งดังในบทบาทหน้าที่ของ “Virtual Influencers” (อินฟลูเอนเซอร์ แบบเสมือนจริง) ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่าเธออาจจะกระโดดเข้าคว้ารายได้กว่าเกือบพันล้านวอน จาก 100 โฆษณา ภายในปีนี้

Rozy ถูกพัฒนาโดยระบบ AI และทีมกราฟิกจาก Sidus Studio X ซึ่งล่าสุด IG: rozy.gram ของเธอมีผู้ติดตามกว่า 61,000 คนเป็นที่เรียบร้อย

Key Success ของ Rozy คืออะไร ?

1. Rozy ไม่ได้ถูกสร้างมาจากมาตรฐานความสวยแบบเดิม แต่สร้างขึ้นมาจาก “ความงามตามแนวคิดของ MZ (Millenials + Gen Z)” ที่ไม่ต้อง Perfect ไม่ต้องสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง

2. Rozy จะมีอายุหยุดอยู่ที่ 22 ปีตลอดกาล เท่ากับว่า “เธอจะมีอายุการทำงานที่ไม่สิ้นสุด”

3. Rozy หมดโอกาสเจอข่าวไม่ดี ไม่มีดราม่าต่อท้ายอย่างแน่นอน

4. และที่สำคัญคือ Rozy พร้อมถ่ายงานได้ทุกที่ เซ็ตฉากง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่มีวันเบี้ยวคิวงาน.Virtual Influencers อาจจะกำลังเป็นเทรนด์การตลาดใหม่ในประเทศเกาหลีใต้และหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งนาจับตามองเลยว่า ในอนาคตจะมี Virtual Influencers อีกหลายคนเติบโตขึ้นมาอีกแน่นอน

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INNOVATION

เจาะลึกพฤติกรรมกลุ่ม “Flexitarian” ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาด Plant-based ให้เติบโต!

โลกของเราหมุนไปข้างหน้าฉันใด นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็ได้เกิดขึ้นตามฉันนั้น เช่นเดียวกับนวัตกรรมอาหารแห่งโลกอนาคตอย่าง Plant-based Food เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชที่ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาดนี้คือกลุ่ม “Flexitarian”

Published

on

By

โลกของเราหมุนไปข้างหน้าฉันใด นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็ได้เกิดขึ้นตามฉันนั้น เช่นเดียวกับนวัตกรรมอาหารแห่งโลกอนาคตอย่าง Plant-based Food เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชที่ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาดนี้คือกลุ่ม “Flexitarian”

เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ หรือพยายามลดการบริโภคอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดมากเหมือนกลุ่ม Vegan และ Vegetarian

 คำว่า “Flexitarian” เป็นคำศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นใหม่ ที่เพิ่งจะถูกเพิ่มลงใน Oxford English Dictionary เมื่อ 2014 โดยที่คุณ Dawn Jackson Blatner ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Flexitarian Diet ได้ให้คำนิยามของวิถีการกินนี้ไว้ว่า

“คุณสามารถเรียกการกินแบบนี้ว่า ‘เกือบจะมังสวิรัติ’ ก็ได้ เพราะนี่คือวิถีการกินที่คุณยังสามารถได้รับประโยชน์ของการกินอาหารแบบมังสวิรัติ ไปพร้อม ๆ กับการเพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในบางโอกาส”

flexitarian
Dawn Jackson Blatner

ทำไมคนถึงให้ความสนใจ ในการกินแบบ Flexitarian?

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 5-10 ปีก่อนหน้า เราเองคงจะอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ถือศีล ไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ แต่ในยุคปัจจุบันกลับไม่เป้นเช่นนั้น เมื่อคนหนุ่มสาวในยุคมิลเลนเนียลจำนวนมากหันมาใส่ใจในรูปแบบการกินแบบมังสวิรัติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไลฟ์สไตล์การกินมังสวิรัติที่มีความยืดหยุ่น สามารถกินเนื้อสัตว์ได้บ้าง แต่ก็ยังคงยึดถือหลักการกินเนื้อสัตว์ให้ลดน้อยลงร่วมด้วย

จากข้อมูลของ The Vegan Society ได้มีการเปิดเผยว่าเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา เทรนด์การทานอาหารแบบมังสวิรัติทุกประเภทท ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลกสูงถึง 9.87 เท่าจากปี 2017 และในปัจจุบันนี้เองพบว่าประชากรของประเทศอเมริกามีคนที่กินอาหารมังสวิรัติประมาณ 7.3 ล้านคน

และคนอีก 22.8 ล้านคน ที่ระบุว่าตนเองเน้นการกินผักมากขึ้น และขณะเดียวกันก็มีผลการรายงานจาก Waitrose ที่บอกว่าชาวอังกฤษ 1 ใน 3 คนบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง และ 1 ใน 5 ระบุว่าตนเองคือ Flexitarian

และจากการวิจัยทำให้พบว่า 29% ของผู้บริโภคทั่วโลกมีพฤติกรรมการกินแบบนี้ โดยในประเทศไทยเองก็ได้มีการสุ่มสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน พบว่ามีพฤติกรรมการเว้นเนื้อสัตว์แบบ Flexible อยู่ถึง 28% บางคนไม่กินเนื้อวัว สัตว์ใหญ่ หรือสัตว์ปีก รวมถึงบางคนเว้นเนื้อสัตว์ในเดือนเกิดหรือวันเกิด ในวันพระ หรือเว้นในบางมื้อ

ซึ่งปัจจัยในการบริโภคนี้ มีหลายสาเหตุด้วยกัน คือ..

  • 86% อยากสุขภาพดีขึ้น
  • 31% เพราะเหตุผลทางศาสนา และความเชื่อต่าง ๆ
  • 19% ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • 11% การเว้นเนื้อเพื่อช่วยลดโลกร้อนและช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม

อยากทานแบบ “Flexitarian” ควรเริ่มต้นยังไงดี?

สำหรับชาวที่รักการทานเนื้อท่านไหน เริ่มสนใจที่จะทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น สามารถทำได้เลยง่าย ๆ เนื่องจากไม่ได้มีกฎในการทานแบบเต็มตัว อาจจะสามารถทำได้โดยการค่อย ๆ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่ท่านในแต่ละมื้อให้ลดลง ทานเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะนิยมทานเนื้อไม่เกิน 3 มื้อ ต่อสัปดาห์

ทานอาหารที่ให้พลังงานทดแทนจำพวกคาร์โบไฮเดรตอย่างข้าว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ทานผักใบเขียว และผลไม้มาก ๆ เพื่อให้ได้รับวิตามินที่เพียงพอ รวมไปถึงการทานโปรตีนที่ได้มาจากพืชจำพวกถั่วต่าง ๆ หรืออาหารประเภท Plant-based Food ก็ได้เช่นกัน ที่สำคัญอาจจะมีการเสริมด้วยโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์บ้างบางมื้อ เช่นเนื้อปลา ไข่ นม เป็นต้น

ทำความรู้จัก Plant-based Food ให้มากขึ้น!

Plant-based Food คือ อาหารที่ทำมาจากพืชเป็นหลักประมาณ 95% ส่วนใหญ่ทำมาจากพืช ผักใบ ผักกินหัว ผลไม้ เห็ดต่าง ๆ รวมไปถึง ถั่ว ธัญพืช เมล็ดพืช ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วและธัญพืช เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ น้ำนมถั่วหลากหลายชนิด

เป็นอาหารที่เรียกได้ว่าอาหารแห่งอนาคต เพราะช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาพบว่าการซื้อเนื้อเสต๊ก 1 กิโลกรัม

ต้องใช้น้ำในกระบวนการเลี้ยงและผลิตเนื้อวัว เพื่อมาทำเสต๊กมากถึง 15,415 ลิตร ในขณะที่ผัก 1 กิโลกรัม ใช้น้ำในการเพาะปลูกประมาณ 322 ลิตร และผลไม้ 1 กิโลกรัม ใช้น้ำในการเพาะปลูกประมาณ 962 ลิตร ซึ่งถือว่าน้อยกว่ามาก

นอกจากนี้ยังพบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบครึ่งหนึ่งที่มนุษย์เป็นผู้ปล่อยออกมาเกิดจากกระบวนการเลี้ยงสัตว์และผลิตเนื้อสัตว์ โดยกระบวนการผลิตเนื้อสเต๊ก 1 ชิ้น จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่ากับการขับรถระยะทางถึง 25 กิโลเมตร ขณะที่การเพาะปลูกเพื่อที่จะได้ผัก 1 กิโลกรัม จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่ากับการขับรถระยะทาง 7.2 กิโลเมตร เท่านั้น

อีกทั้งการทานอาหารจาก Plant Based ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพเนื่องจากเป็นอาหารที่เรียกได้ว่าโคเลสเตอรอลน้อย หรือแทบจะไม่มีเลย รวมถึงมีใยอาหารและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย

flexitarian

ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างนี้เองทำให้พฤติกรรมการทานอาหารของคนในยุคใหม่เปลี่ยนไป เริ่มมีการใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น

จากการรีเสิร์ชของ Mintel สถาบันวิจัยตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลกได้รายงานไว้ว่าการกินแบบ Flexitarian ได้รับความนิยมโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้บริโภคในแถบประเทศยุโรปตั้งแต่ปี 2014-2018 โดยรายได้จากเนื้อเทียมที่ทำจากพืช เติบโตขึ้นมากถึง 451% ขณะเดียวกันผู้บริโภคชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีชาวมังสวิรัติ และวีแกนในปี 2012-2016 เพิ่มขึ้นถึง 440%

ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นแบบนี้เอง ที่ส่งผลต่อการผลักดันให้ตลาด Plant-based Food เติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยข้อมูลจาก EUROMONITOR พบว่า มูลค่าตลาด Plant-based Foods ทั่วโลกในปี 2019 มีมูลค่าสูงถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทนอยู่ที่ราว ๆ 4.9 แสนล้านบาท และจะเติบโตเฉลี่ย 105% ซึ่งมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดในปี 2024 จะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทนอยู่ที่ราว ๆ 7.5 แสนล้านบาท เนื่องจากกระแสการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัตแบบยืดหยุ่นมีกระแสความนิยมเพิ่มมากกขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

ยกตัวอย่างบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำการเจาะกลุ่มลูกค้า ที่นิยมทาน “มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น” ในประเทศไทย!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศไทยเองก็กำลังมีกระแสมาแรง อย่างการทานอาหารที่ทำมาจากพืช จึงทให้บริษัทยักษ์ใหญาเริ่มเข้ามาทำการตลาด “Plant Based Food” ในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น..

Nestlé

บริษัท Nestlé ที่ส่งเอา Harvest Gourmet บุกตลาด Plant-based ในไทย โดยตัวแบรนด์ Harvest Gourmet จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพืช และธัญพืชต่าง ๆ สิ้นค้าภายใต้แบรด์นี้เองก็มีให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็น เบอร์เกอร์เนื้อ , ไส้กรอก, นักเก็ต, เนื้อสับ ฯลฯ

โดยตลาดที่เข้ามาทำในไทย จะมีลักษณะเป็นแบบ B2B ที่จะจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการด้านธุรกิจอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร , โรงแรม เป็นต้น

Burger king

flexitarian

Burger king เปิดตัว Plant-Based Whopper ครั้งแรกในประเทศไทย ทำจากวัตถุดิบแพลนต์เบสจากพืช 100% ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกในธุรกิจ QSR ในไทยที่วางขายเบอร์เกอร์ที่ทำจากพืชเลยทีเดียว

ซึ่งเนื้อในเบอร์เกอร์จะมีการนำมาย่างไฟ เพื่อให้รสชาติที่ได้มีความคล้ายคลึงกับเนื้อจริง ๆ มากที่สุด ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นในการขยายตลาดนี้คือ ผู้บริโภคที่ชอบความรวดเร็ว และรักสุขภาพ

CPRAM

CPRAM ผู้ผลิตอาหาร Ready to Eat รายล่าสุด ที่ได้ทำการผลิตสินค้าประเภท Plant Based มาวางขายในตลาดประเทศไทย ผ่านแบรนด์ใหม่ “VG for Love”

ด้วยความที่ได้เปรียบในแง่ของการผลิต เพราะมีโรงงานพร้อมรองรับอยู่แล้ว รวมถึงการมีช่องทางขายอย่างร้าน 7-Eleven จึงช่วยสนับสนุนโอกาสการขายก็ยิ่งทำให้แบรนด์ VG for Love น่าจะทำตลาดได้ง่ายและแจ้งเกิดได้ไวกว่าแบรนด์อื่น

CPF

CPF ได้จับมือกับบริษัทด้าน Plant-based ระดับโลกอย่าง Fuji Oil จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแบรนด์ MEAT ZERO ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชแบบพร้อมทานและพร้อมปรุง

ตัวบริษัทมีเอกสิทธ์เฉพาะที่เรียกว่า “PLANT-TEC หรือ เทคนิคการสร้างรสสัมผัสพืชเสมือนเนื้อสัตว์” เพื่อพัฒนาโปรดักท์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การกินดีอยู่ดี รักษ์โลก

จากข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทที่ได้เข้ามาทำการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค “มังสวิรัติ” แบบยืดหยุ่นเป้นจำนวนมาก

และคาดว่าในอนาคตข้างหน้านี้ จะมีอีกหลายบริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในด้านตลาดนี้เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบ “Flexitarian” อีกไม่มากก้น้อยอย่างแน่นอน!

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Plant-based Food ได้ที่ นวัตกรรมใหม่แห่งยุค “3D Printed meat” เนื้อสัตว์ยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
สสส.
Marketee
Nestle
Marketing oops
Marketing oops
The Beet
Brand inside

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INNOVATION

“Virtual” เทรนด์ใหม่มาแรงประจำปี 2021 ที่เจ้าของกิจการค้าปลีกไม่ควรพลาด!

โลกการค้าปลีกในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในยุคนี้เริ่มมีการเปลี่ยนไป โดยมีการนำเอารูปแบบ “Virtual” หรือเสมือนจริงมาใช้ในการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างมากขึ้น

Published

on

By

อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในยุคนี้เริ่มมีการเปลี่ยนไป โดยมีการนำเอารูปแบบ “Virtual” หรือเสมือนจริง มาใช้ในการทำกิจกรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา คอนเสิร์ต วิ่ง จนไปถึงวงการแฟชั่นโชว์ และอีกหนึ่งกระแสใหม่ที่กำลังมาแรงคือ Virtual Retail หรือร้านค้าเสมือนจริงนั่นเอง

ถึงแม้ว่ากระแสเสมือนจริงในการช้อปปิ้งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น แต่ในปี 2021 ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดหลายคนมองว่า กระแสนี้กำลังมาแรงขึ้นกว่าเดิม เห็นได้จากธุรกิจค้าปลีกหลายราย ได้ทำการเปิดช่องทางช้อปปิ้งใหม่รูปแบบเสมือนจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากข้อมูลของ Wunderman Thompson ที่พูดถึงกระแส Omnichannel ที่หลาย ๆ ธุรกิจให้ความสำคัญมาหลายปีติดต่อกัน หรือการที่ธุรกิจวางกลยุทธ์สำหรับการตลาดทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ไปพร้อมกัน โดยการตลาดออนไลน์ที่พูดถึงนั้น คือการนำเอาเทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่าง AR (Augmented reality) มาผสานเข้ากับโลกของความเป็นจริง

ซึ่งความพิเศษของตัวเทคโนโลยี AR ในธุรกิจค้าปลีกนี้เอง ที่ได้กลายมาเป็นตัวเพิ่มความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะกลายมาเป็นกระแสหลักของธุรกิจค้าปลีกได้ในอนาคตอันใกล้ โดยบริษัทวิจัย ABI Research ประเมินว่า การค้าปลีกเสมือนจริง (AR) น่าจะเติบโตมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 (ตามคาดการณ์ในเดือน ก.พ. 2021)

ตัวอย่างธุรกิจที่เปิดตัว Virtual Retail ในการทดลองตลาด

Machine-A

ขอบคุณรูปภาพจาก Marketing oops

แบรนด์ชื่อดังจากประเทศอังกฤษ (ลอนดอน) ที่ได้ทำการเปิดร้านค้าเสมือนจริงเป็นแฟชั่นแบบ boutique เมื่อเดือน ก.พ. 2021 ที่ผ่านมา ที่เป็นช่วงเดียวกับที่ในลอนดอนจัดงาน London Fashion Week โดยส่วนหนึ่งมีจุดประสงค์เพื่อล้อกับกระแสที่เกิดขึ้น และตัวแบรนด์เองอยากมีส่วนร่วมระหว่างที่มีการแสดงแฟชั่นเสื้อผ้า

ที่สำคัญคือผู้ที่เข้าเยี่ยมชมงานแฟชั่นวีคสามารถเลือกชมคอลเลคชั่นเสื้อผ้า Autumn/Winter 2021 ได้เลยในระหว่างที่ชมงาน และหากสนใจก็สามารถคลิกสั่งจองได้ทันที

Charlotte Tilbury

ขอบคุณรูปภาพจาก Marketing oops

แบรนด์เครื่องสำอางจากประเทศอังกฤษที่ได้ทำการเปิดหน้าร้านเสมือนจริงเมื่อเดือน พ.ย. 2020 ที่ผ่านมา โดยบรรยากาศจะเหมือนที่ร้านจริงทุกประการ ไม่ใช่แค่สินค้าที่เปิดจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังมีห้องลองแต่งหน้า และวิดิโอสอนแต่งหน้าแบบเสมือนจริง ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนได้ไปที่ร้านจริง ๆ

Tumi

ขอบคุณรูปภาพจาก Marketing oops

แบรนด์กระเป๋าจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ อีกหนึ่งในสินค้าที่ได้มีการเปิดหน้าร้านแบบเสมือนจริง โดยพึ่งจะเปิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง จุดเด่นของ Tumi สาขานี้คือ ได้มีการสร้างบรรยากาศให้เป็นดิจิทัลแบบ 360 องศา ที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ทุกซอกทุกมุม

ข้อดีของเทคโนโลยี Virtual ในธุรกิจค้าปลีก

  • เพื่อทดสอบโปรดักส์ใหม่ก่อนลงตลาดจริง ช่วยในการประหยัดต้นทุน และยังช่วยทดสอบความสนใจของลูกค้าได้ว่า โปรดักส์นั้นๆ อยู่ในความสนใจ หรือดึงดูดลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน
  • สำรวจตลาดในราคาประหยัด ไม่มีความเสี่ยงในการลงทุน เพราะการลงพื้นที่สำรวจจริงมีค่าใช้จ่าย การนำเทคโนโลยนี้มาใช้จะช่วยให้ประหยัดต้นทุนได้ไปอีกหนึ่งระดับ
  • สำหรับการแสดงสินค้า (Showcase) ไปทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้ามาดูสินค้าที่วางจำได้แบบคล้ายของจริง
  • เพิ่มประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบเสมือนจริงให้ลูกค้า ทำให้เราสามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้า และเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
  • เปิดโอกาสในการร่วมมือกับธุรกิจระดับโลก ช่วยเป็นใบเบิกทางให้บริษัทมีโอกาสเข้าร่วมงานกับบริษัทชั้นนำของโลกมากขึ้น 

นอกจากเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาทำร้านค้าแบบเสมือนแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับอุตสาหกรรมธุรกิจอื่น ๆ อย่างการจัดงานอีเวนต์ ในยุคที่มีวิกฤตโควิด-19 อยู่อีกด้วย

ซึ่งตัว Virtual Event นี้ จะเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมที่จำลองสภาพแวดล้อมของงานอีเวนต์มาอยู่บนโลกออนไลน์  เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมแบบที่ไม่ต้องกังวลว่าจะเสี่ยงอันตรายต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งยังส่วนช่วยในการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ กับผู้คนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกได้อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้นอกจากการจัดงานแบบเสมือนจริงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงงานแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อผู้จัดงาน ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ร่วมงานทุกคนได้ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเหล่านี้ได้มากขึ้น

จากข้อมูลของเว็บไซต์ Techjury ที่ได้ให้คำแนะนำด้านเทคโนโลยี และบริษัท Digitell ผู้ให้บริการบันทึกการประชุม แสดงให้เห็นว่า

  • ร้อยละ 67 ของผู้ชมที่ได้ดู Live Streaming มีแนวโน้มที่จะซื้อตั๋วเพื่อเข้าร่วมงานที่มีเนื้อหาคล้ายกันในอนาคต
  • ค่าใช้จ่ายในการจัดงานอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับงานอีเวนต์ที่จัดขึ้นบนพื้นที่จริง
  • มีความยืดหยุ่นต่อการเข้าร่วมงานสูงกว่า เนื่องจากช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานจากปัญหาด้านการเดินทาง ปัญหาด้านเวลาได้
  • กระตุ้นให้เกิดการสื่อสารและโต้ตอบระหว่างผู้ร่วมงานแบบ Real Time

ทำความรู้จัก “เทคโนโลยีเสมือนจริง”

“เทคโนโลยีเสมือนจริง” หรือ VR เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปให้เสมือนจริง โดยผ่านการรับรู้จากการมองเห็น เสียง สัมผัส แม้กระทั้งกลิ่นโดยจะตัดขาดเราออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อเข้าไปสู่ภาพที่จำลองขึ้นมา

Ivan Sutherland

ซึ่ง VR ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว โดยนายอีแวน ซูเทอร์แลนด์ (Ivan Sutherland)

อย่างไรก็ตามในยุคแรกนั้นเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักเนื่องจากอุปกรณ์มีราคาสูง และมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ในการจำลองสภาพแวดล้อมจริงให้เกิดขึ้น

โดยเทคโนโลยี VR นี้ได้กลายมาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเมื่อ NASA ได้สร้างจอภาพสวมศีรษะสามมิติราคาถูกขึ้นมา ซึ่งถูกนำไปใช้ในการฝึกกองทัพอากาศของ NASA แต่ในขณะนั้นเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนก็ยังคงถือเป็นเทคโนโลยีที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถเป็นเจ้าของในลักษณะส่วนบุคคลได้

แตกต่างจากในปัจจุบัน ที่ได้มีการพัฒนาระบบ VR ให้มีความซับซ้อนที่น้อยลง และนำมาปรับใช้กับธุรกิจต่าง ๆ ได้ เริ่มจากอุตสาหกรรมเกม ไปจนถึงอุตหกรรมการค้าปลีก อย่างแบรนด์เสื้อผ้า หรือเครื่องสำอางนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าตัวเทคโนโลยีนี้ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคของ New Normal มากขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชนืต่อทุกทานไม่มากก็น้อย

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุค New Normal บทบาทใหม่ของธุรกิจ เพื่อการดำเนินชีวิตหลังวิกฤตโควิด 19

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
Marketing oops
Salika
Frog genius
วิวัฒนาการเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
CREATIVITY2 วัน ago

จีนปิ๊งไอเดียขาย “ขวดสุ่มความรัก” ราคาเริ่มต้น 15 บาท

MARKETING TIPS3 วัน ago

องค์กรกว่า 90% ยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านดิจิทัล Tata Communications แนะ ยิ่งปรับเร็ว ประสิทธิภาพองค์กรยิ่งสูงขึ้น

NEWS UPDATE5 วัน ago

เปิดลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ Facebook Summit 2021 พร้อมชมการไลฟ์สดในวันที่ 28 กันยายนนี้

CREATIVITY5 วัน ago

แดนปลาดิบนำร่อง แก้วิกฤตแรงงานขาดแคลนด้วยร้านสะดวกซื้อไร้พนักงาน

NEWS UPDATE1 สัปดาห์ ago

G.I.V.E โครงการผลักดันธุรกิจเพื่อสังคมแห่ง SEA โดย WeWork

MARKETING TIPS2 สัปดาห์ ago

การทำงานแบบ Hybrid Working ช่วยเพิ่ม Productivity แต่ภาวะ Burnout ก็สูงตาม

MARKETING TIPS2 สัปดาห์ ago

10 เทรนด์การเปลี่ยนแปลง E-Commerce ช่วงท้ายปี 2021

NEWS UPDATE3 สัปดาห์ ago

Dable X Dek-D และ สยามดารา บริการโซลูชั่นแนะนำคอนเทนต์แบบ Personalization

MARKETING TIPS3 สัปดาห์ ago

มองกลยุทธ์ Collaboration ผ่าน GeneLab + Nadao Music l Cross Cover Project

NEWS UPDATE3 สัปดาห์ ago

‘Porntropreneur’ เปิดลิสต์ Top 10 OnlyFans Creators รับทรัพย์สูงสุด $20 ล้าน/เดือน

CREATIVITY2 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

NEWS UPDATE2 ปี ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

LIFESTYLE3 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

EDUCATION1 ปี ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

EDUCATION3 ปี ago

นักศึกษาจีน โอกาสใหม่ของ (ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยไทย?

EDUCATION1 ปี ago

ข่าวดี! Harvard เปิดให้เรียนออนไลน์ Computer Science ฟรี 9 คอร์ส – ตั้งแต่ For Business ไปจนถึงเขียนเกมส์

CONTENT TIPS3 ปี ago

โหลดฟรี! 40 Duotone Gradient Presets For Photoshop

NEWS UPDATE3 ปี ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

CREATIVITY3 ปี ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

MARKETING TIPS3 ปี ago

สื่อชี้! กรมสรรพากร เล็งจะ ตรวจสอบภาษีโดยตรง ขายของออนไลน์หนาวแน่

Facebook

Trending

1207 Views