Connect with us

CONTENT TIPS

แคมเปญเพื่อเหล่าทาส! กับ Cats in Colourful backgrounds จับแมวมาถ่ายผ่านโต๊ะกระจก

Published

on

แคมเปญเพื่อเหล่าทาส! กับ Cats in Colourful Backgrounds จับแมวมาถ่ายผ่านโต๊ะกระจก

พาไปชมแคมเปญสุดน่ารัก ที่ต้องโดนใจเหล่าทาสแมวกันแน่นอน กับแคมเปญ “Under-Cats” ที่เคยถูกเผยแพร่ในปี 2558 ที่ได้รับความสนใจจากอินเทอร์เน็ต เป็นอย่างมาก ทำให้ผู้จัดพิมพ์หนังสือชาวเยอรมันที่ออกหนังสือชื่อ“ Unter-Katzen” (ภาษาอังกฤษ Under-Cats) ถือเป็นความสำเร็จที่ต้องสานต่อไป

 

จนตอนนี้เกิดเป็นแคมเปญ “Under-Look” ที่มีทั้งกระต่าย ม้า แมว หรือแม้กระทั้งจักรยาน วันนี้ขอพาไปชมส่วนหนึ่งของแคมเปญ Under Look กับ ชุดภาพ Under-Cats Colour ที่มีการจับน้องแมวสุดน่ารัก มาถ่ายใต้กระจกพร้อมนำไปแปะไว้บนพื้นหลังหลากสี

 

 

 

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.underlook.org/under-cats-colour

Cats in colourful backgrounds 👉 www.underlook.org/under-cats-colour

โพสต์โดย Underlook เมื่อ วันพุธที่ 20 มีนาคม 2019

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

CONTENT TIPS

LinkedIn เผย Future Of Skills 10 ทักษะเฉพาะทางที่ “ตลาดต้องการมากที่สุด”

Published

on

“เมื่อโลกเปลี่ยน ตลาดแรงงาน ก็เปลี่ยนแปลงตาม”

ในเมื่อโลกนี้ยังมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทักษะที่มีในวันนี้ พอตกมาวันพรุ่งนี้อาจใช้ไม่ได้ ในเมื่อสภาพแวดล้อมในการทำงานได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

แล้วทักษะอะไรล่ะที่จะมีประโยชน์ในที่สุดในขณะนี้ ??

ก็อย่างที่ผมได้บอกไปในตอนแรกเริ่มว่าในเมื่อ “ตลาดแรงงาน” มีการเปลี่ยนแปลง แล้วทักษะแบบไหนล่ะที่องกรค์ต้องการ ซึ่งวันนี้ผมได้ไปเจอข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมากๆจาก LinkedIn ที่เผยพูดถึง 10 ทักษะในอนาคต หรือ “Future Of Skills” ที่กำลังเป็นที่ต้องการในทางตลาดเอเชียแปซิฟิกในปัจจุบัน และความต้องการของการตลาดในอนาคต

ซึงทาง LinkedIn ได้เผยออกมาว่า 10 ทักษะนี้ได้คิดเป็น 42% ของทักษะหลักที่จำเป็นสำหรับอาชีพทั่วๆไป เช่น

Creativity = ความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาใช้ในการทำงาน
Persuasion = การโน้มน้าวผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะในการพูดคุย
Collaboration = การทำงานเป็นทีม
Adaptability = การปรับตัวและการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
Time Management = การบริหารเวลาในการทำงานและจัดการชีวิตประจำวันได้

แล้วทั้ง 10 ทักษะจาก LinkedIn นั้นมีอะไรบ้างนะ

ทุกอุตสาหกรรมกำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้มีแรงงานที่มีทักษะไม่สูงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งทักษะด้านเทคโนโลยีจะทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และคนที่จะเริ่มทำการเทรนด์ตั้งแต่อายุยังน้อย และ ควรเรียนรู้ 10 ทักษะต่อไปนี้

1.ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence)

เมื่อทุกๆ บริษัทต่างต้องพึ่งพาข้อมูลอย่าง AI มหาศาลก็มีบทบาทมากขึ้นยิ่งกระบวนการตัดสินใจ เช่น Airbnb ที่ตอนนี้ได้มีการใช้การจดจำภาพ และ Machine Learning เพื่อค้นหาว่าภาพไหนน่าดึงดูดที่สุดสำหรับแขกผู้เข้าพัก

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Business analyst
▪ Data scientist
▪ Software engineer

2.ความรู้ด้านบล็อกเชน (Blockchain)

Blockchain ได้กลายเป็นที่รู้จักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีอย่าง Bitcoin ต่อมาได้ขยายการใช้งานอย่างกว้างขวาง ใช้ในภาคต่างๆ เช่น ทางด้านกฏหมาย ความปลอดภัย และการศึกษา

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Blockchain developer
▪ Chief technology officer
▪ Consultant

3.อาชีพที่ต้องการกำกับดูแล (Compliance)

การทำให้ปฏิบัติตาม กฏระเบียบ กฎข้อบังคับ หรือ มาตรฐานบางอย่าง ในโลกยุคนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาปฏิบัติตามกรอบกฎระเบียบและกฎหมายต่างๆ ของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจอยู่จึงมีความต้องการอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับ Compliance เพิ่มขึ้น

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Chief data officer
▪ Compliance officer
▪ Risk management officer

4.Continuous integration

กระบวนการที่ใช้สำหรับการรวบรวมซอฟแวร์ที่มีการพัฒนาแยกส่วนกันอย่างอัตโนมัติ จุดประสงค์ของหน้าที่นี้คือการช่วยตรวจจับปัญหาก่อนกำหนดในกระบวรการพัฒนา

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ DevOps engineer
▪ Full stack engineer
▪ Software engineer

5.ด้านการพัฒนาเว็บไซต์ (Frontend wed development)

โลกปรับเป็นดิจิทัลมากขึ้นทุกวัน การพัฒนาเว็บจึงทวีความสำคัญ อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของธุรกิจในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Frontend developer
▪ Full stack engineer
▪ Wed developer

6.การสอนเทคโนโลยีในการจดจำท่าทาง (Gesture Recognition technology)

การช่วนปิดช่องว่างระหว่างมนุษย์และอุปกรณ์โดยการสอนคอมพิวเตอร์ให้สามารถอ่านการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้ โดยมีการคาดว่าภายในปี 2025 ตลาด Gesture Recognition ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 30.6 พันล้านเหรียญ ในตอนนี้ภาคการเงินและการธนาคาร การศึกษาระดับสูง และภาคการโฆษณา กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Mobile engineer
▪ Researcher
▪ Software engineer

7.การออกแบบที่คิดถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered design)

การออกแบบโดยให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลางเป็นแนวทางการออกแบบที่เน้นการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้อย่างสูงสุด

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Graphics designer
▪ Proguct designer
▪ User experience designer

8.หุ่นยนต์กระบวนการอัตโนมัติ RPA (Robotic Process Automation)

รูปแลลใหม่ของกระบวนการรอัตโนมัติทางธุรกิจ มีเป้าหมายเพื่อทำให้งานซ้ำซ้อนในปริมาณสูงโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างการทำงานก็อย่างเช่นในธนาคาร และโทรคมนาคมที่ได้รับการพัมนาให้การทำธุรกรรมและขั้นตอนการร้องเรียนของลูกค้าสามารถดำเนินไปโดยอัตโนมัติ

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Business analyst
▪ Consultant
▪ Robotics engineer

9.การทำการตลาดบนสังคมออนไลน์ (Social media marketing)

การนำโซเชียลมาช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชียแปซิฟิก จะได้เห็นได้ว่าธุรกิจต่างๆ ใช้โซเชียลในการเข้าถึงลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ โดย 74% เชื่อว่าการทำการตลาดในโซเชียลจะมีส่วนช่วยในการสร้างผลกำไรมากพอสมควร

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Digital marketing specialist
▪ Marrketing manager
▪ Social media marketing manager

10.การใช้ Workflow automation

การให้ระบบทำงานให้โดยอัตโนมัติหรือ Workflow automation เป็นกระบวนการอัตโนมัติที่ดำเนินเองตามกฏเกณฑ์ทางธุรกิจได้กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยการทำซ้ำกระบวนการที่มีทักษะต่ำโดยอัตโนมัติ จะทำให้พนักงานสามารถเอาเวลาที่เหลือไปใช้ทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรืองานที่ต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Consultant
▪ Project manager
▪ Software engineer

ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดจากที่ LinkedIn ระบุว่า 90% ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าทักษะมีความสำคัญยิ่งกว่าตำแหน่งงาน

นอกจากนี้ 89% ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่บอกว่าความสำเร็จไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณทำสำเร็จในชีวิตแต่มันเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นทำ และ 39% รู้สึกว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดเมื่อสอนคนอื่น

สุดท้ายนี้หากคุณต้องการอยู่รอดในตลาดแรงงานไปอีกนานคงต้องเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมตามความต้องการของบริษัทตลอดในปี 2019 และปีต่อ ๆ ไป เพื่อรับกับสถานการณ์ตลาดแรงงานและความต้องการของบริษัทต่าง ๆ กันด้วยนะครับ

และอีกเรื่องดีๆ ที่สุดแสนจะสำคัญ LinkedIn ยังเปิดสอนหลักสูตรทักษะต่างๆ ได้แค่คุณ คลิกที่นี้

ที่มา : techsauce
brandinside
ispacethailand
vsharecontent

Continue Reading

CONTENT TIPS

ผ่านมาครึ่งปีกว่าแล้ว พฤติกรรม ของคนอ่านสื่อในปี 2019-2020 เป็นอย่างไรกันบ้าง ?

Published

on

” เราต้องหยุดแทรกแซงในสิ่งที่คนกำลงสนใจ และเป็นสิ่งที่คนสนใจแทน “

“เพราะโลกของเรา หมุนเร็วขึ้นทุกวัน” ถ้าให้ผมพูดย้อนกลับไปในระยะเวลาเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้ Internet เข้ามาสู่ในชีวิตเราบ้างแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย จนถึงยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีจุดเชื่อมโยงแตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้ครับ

Desktop And Internet : ยุคที่เริ่มมีการใช้อินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นยุคที่ใครหลายๆ คนนั้นเรียกได้ว่าใช้มันเพื่อหาข้อมูลทำวิจัย หรือ งานต่างๆ มากกว่าการเสพสื่อแบบทุกวันนี้ และในยุคนี้ก็คงจะบอกได้เลยว่าคนส่วนมากนั้นยังนิยมการเสพสื่อผ่านทาง “หนังสือพิมพ์” มากกว่าการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแน่นอน

Mobile And Social : มาในยุคที่เรียกว่า “โลกโซเชียล” ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนอายุเท่าไหร่ก็เริ่มเข้าสู่การเล่น โซเชียล ได้ และเป็นช่วงเริ่มต้นของของแพรตฟอร์มต่างๆ มากมาย ทั้งFacebook , Line , Twitter และ อื่นๆ

จนถึงขั้นติดและเริ่มกลาย “เป็นสังคมก้มหน้า” แต่ก็ว่าเค้าไม่ได้นะครับเพราะยุคนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วตามยุคจริงๆ เพราะแค่หยิบมือถือขึ้นมาก็สามารถเสพข่าวใหม่และเทรนใหม่ๆได้อยู่เสมอ

Content And Big Data : ต่อมาเป็นยุคแห่งการเสพคอนเทนท์ มีคอนเทนท์ละลานตาผ่านหน้าฟีด คนเชื่อได้บ้าง ไม่ได้บ้างเนื่องจากในยุคนี้เริ่มมีข่าวสารที่ปลอมเยอะมาก ไม่ว่าจะเรื่องนู้นนี้นั้น จนทำให้ต้องมีการเก็บข้อมูลและสถิติต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการอ้างอิงถึงความเท็จจริงให้ผู้เสพสื่อได้รู้อย่างถูกต้องครบถ้วน ร่วมทั้งนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างการสื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งกว่าเดิม

Cyber Physical  : ยุคปัจจุบัน (ของหลายประเทศ) ที่หันมาเริ่มใช้ AI นำข้อมูลหรือ Data ไปทำงานแทนอย่างงานๆ

ที่เราเห็น ณ ตอนนี้คือการหาข้อมูลหรือสิ้นค้าอะไรบน Google บ่อยๆ มักจะมี Ad ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราหามาขึ้นข้างๆ หรือ สิ่งที่คุณมักชอบปิดไปในบ้างเว็บไซต์

หรือตัวอย่างจากผู้นำนวัตกรรมของเอเชียอย่าง อาลีบาบา ก็หันมาใช้ หุ่นยนต์ในการเขียนคอนเทนท์แทนมนุษย์กันบ้างแล้ว

กลับมาที่บ้านเรา พฤติกรรมของพูดอ่านสื่อในปี 2019-2020 จะมีแนวโน้มไปทางไหนกัน ?

คงจะเป็นอีกเรื่องนึ่งที่ผมก็หาคำตอบของมันมานาน เช่น พฤติกรรมของแต่ล่ะวัยนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กิจวัตรประจําวัน เรื่องความเหมาะสม จนไปถึงเรื่องการอ่านสื่อต่างๆ ซึ่งในปีนี้ก็ยิ่งแตกต่างกันออกไป หากจะให้พูดโดยรวมแล้วมันอาจยากไปหน่อย ผมจึงได้จัดแบ่ง Generations ต่างๆ เพื่อให้คุณนั้นเข้าถึงได้มาขึ้นครับ

Baby Boomer : Gen นี้จะอยู่ในช่วงวัย 50 ขึ้นไปถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควรและยิ่งเรื่องที่คน Gen นี้สนใจเอามากๆ เลยก็น่าจะหนี้ไม่พ้นเรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย การซื้อประกันที่จะค่อยดูแลช่วงอ่านยุคของเค้า และผลสำรวจของคนกลุ่มนี้มักจะอ่านสื่ออย่าง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และ โบรชัวร์ต่างๆ

แต่ถึงจะผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากแค่ไหน ก็นับว่ากลุ่ม Baby Boomer คือวัยเด็กที่เพิ่งจะเริ่มใช้ Social Media / Internet กันเป็นครั้งแรก จึงไม่แปลกที่กลุ่มนี้จะตื่นเต้นกับคอนเทนท์ที่แปลกใหม่ และนวัตกรรมที่อยู่บนหน้าจอ

Xers : Gen นี้บอกได้เลยว่ากลุ่มวัยกลางอายุราวๆ 35-53 ปี เป็นกลุ่มที่บอกได้เลยว่าก่ำกึงกับยุคสมัยมาก ส่วนหนึ่งยังนิยมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ขณะเดียวกันก็ใช้โซเชี่ยลรวมกลุ่มสนทนาไปด้วย จัดเป็นกลุ่มที่มีความคิดไตร่ตรองสูง มีไลฟ์สไตล์ชัดเจนของตัวเอง พวกเขานิยมอ่านรีวิว หาข้อมูลสินค้า และหาวิธีดูแลตัวเอง

Millennial : หรือกลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่มีลักษณะการเปิดกว้างทางความคิด มีระบบสังคมกลุ่มย่อย ที่มีความคิดเห็น ความเชื่อ ความศรัทธาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และมักจะชอบอ่านสื่อเกี่ยวกับ ด้านสุขภาพ และเชื่อมั่นกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่มาก

Generation Z : เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียม และความเสมอภาค ทั้งในมุมของอายุ เชื่อชาติ เพศ และรสนิยม ซึ่งสิ่งที่พวกเค้ามักจะเสพสื่อกันนั้นก็คงหนี้ไม่พ้นเรื่องสื่อที่มีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจ กิจกรรมในการช่วยปรับมุมมองความคิด หรือสิ่งที่ช่วยในการบำบัดดูแลสุขภาพใจในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยี AR และ VR เป็นสื่อที่มีอิทธิพลและช่วยส่งเสริมการเข้าถึงประสบการณ์ให้กับคน Gen Z ได้

Alpha : Gen อัลฟ่า เป็นเด็กที่เกิดมาในยุคที่รายล้อมไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้เด็กรุ่นนี้สามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆได้มากมาย ง่ายกว่าเจนก่อนๆ ซึ่งด้านพฤติกรรมการบริโภคสำหรับเจนอัลฟ่า จะเน้นไปในแนวทางของการเล่นและเรียนรู้ เพื่อเสริมทักษะพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และการเข้าสังคม การท่องเที่ยวจะเน้นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ให้กับเด็กๆ

แล้วเราจะปรับตัวตามผู้เสพสื่อยังไงดีในปี 2019-2020 นี้ ?

“Data IS KING , Content is Queen , Creativity is god”

คงบอกได้เลยว่าในปี 2019 นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เร็วจนปรับตัวไม่ทัน หรือ ตามอารมณ์ของคนเสพสื่อแทบจะไม่ได้

แต่จากที่เราศึกษาพฤติกรรมของผู้เสพสื่อมาจำนวนหนึ่งพบว่า มี 4 ปัจจัยนี้ที่พอจะอธิบายเทรนด์การเสพสื่อของชาวเราในยุคนี้ได้ครับ

1. Life Improvement Content : ปัจจุบันคนหันมาเสพข้อมูลเกี่ยวกับ “Life Improvement Content” ที่ช่วยพัฒนาทักษะ ความรู้-ความสามารถให้กับผู้บริโภค เช่น สนใจทำอาหาร เพราะได้ดูรายการทำอาหาร

2. Realism : หัวใจพื้นฐานที่จะสร้าง Brand Engagement ได้จริง คือแบรนด์ต้อง “Realism” หรือ “Being Real” คือ ความจริง ซึ่งสะท้อนถึงความจริงใจของแบรนด์ และ Realism จะสร้างเสน่ห์ให้กับแบรนด์ Micro Influencer จึงยังมาแรงอยู่ในปี 2019

3. Consumer Control : ผู้บริโภคต้องการ “Control” คอนเทนต์ เพราะต้องการเลือกได้เองว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากดู – ไม่อยากดู เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่จะได้ใจคน คือต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเขาเอง สามารถ Control ได้ ผู้บริโภคจะรักแบรนด์นั้น 

4. Newness & Excitement : คอนเทนต์มากมายในแต่ละวัน จนเกิดภาวะ Overload แต่แนวทางที่จะกระชากความสนใจของผู้บริโภค คือ แบรนด์ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการทำคอนเทนต์ที่มี “ความแปลกใหม่” และ “น่าตื่นเต้น” (Newness & Excitement)

การเดินเกมของ Content ในปี 2019 ของคุณควรเป็นอย่างไร ?

“โลกเปลี่ยน คอนเทนต์เปลี่ยนไป แต่ใจเดิม”

การสร้างประสบการณ์ในแบรนด์ให้กับผู้บริโภค ต้องมองเป็น “Total Experience” ที่แต่ละช่วงของ Audience (Customer) Journey ตั้งแต่มีความต้องการ – รู้จักแบรนด์ – ศึกษาหาข้อมูล – ตัดสินใจ (Call to Action) เชื่อมต่อร้องเรียงเข้าด้วยกัน

ซึ่งการสร้าง Total Experience จึงครอบคลุม Audience Journey เพื่อวางแผนให้ครบทุก Touch Point ในการเข้าถึง และเชื่อมต่อกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

สุดท้ายนี้ “CONTENT IS WHAT YOU LOVE” ยังไงก็แล้วแต่ คอนเทนต์ที่แบรนด์สื่อสารออกไป คือ “ความรักที่คุณมีให้ลูกค้า”ถึงแม้คนที่เข้ามาอ่านคอนเทนต์จะอ่านเพื่ออยากรู้ อยากทำเป็น อยากศึกษา อยากซื้อสินค้า แต่สำหรับคุณคนสร้างคอนเทนท์ “จะต้องเริ่มจากเขียนเพราะรักเสียก่อนครับ”

ที่มา : kobkid
thestandard

Continue Reading

CONTENT TIPS

ถ้า Netflix มีโฆษณาคุณจะเลิกดูมันหรือไม่ ??

Published

on

“เพราะอนาคต Netflix อาจมาแทนที่ของทีวีคุณ”

ถ้าพูดถึงบริการสตรีมมิ่งที่ทุกคนต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี ในตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้นอย่างค่ายยักษ์ใหญ่ Netflix เพราะนอกจากซีรี่ส์ที่ดังและความสนุกสนามความบันเทิงต่างๆ ทำให้ใครหลายๆ คนติดกันเอามากจนขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของ บริการสตรีมมิ่ง

แล้วทำไม Netflix ถึงเป็น บริการสตรีมมิ่ง ที่โด่งดังได้ถึงขนาดนี้

ถ้าให้เราเล่าย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็น่าจะประมาณปี 2559 ที่ได้มีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Netflix ขึ้นมาจนเป็นที่ทำให้ใครหลายๆ คนเริ่มสนใจมากยิ่งขึ้นจนบอกกันปากต่อปาก จนกระทั่งรีวิวซีรี่ส์ผ่าน โซเชียลเน็ตเวิร์ก ต่างๆ ทำให้คนเริ่มรู้จักมากขึ้น

“ด้วยความสำเร็จของ Netflix บริการสตีมมิ่งออนไลน์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา”

และสิ่งที่ Netflix นั้นได้สร้างความสำเร็จบนบริการสตีมมิงออนไลน์ นั้นมีอะไรบ้างนะ

ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ของ Netflix ทำให้การสตีมมิงออนไลน์นั้นบูมขึ้นอีก จนใครหลายๆ คนได้พูดว่า “Netflix and Chill” ซึ่งหมายถึง แค่เน็ตฟลิกซ์และปล่อยใจตามสบายจน ซึ่งก็ได้สร้างความสำเร็จมากมาย พร้อมกับสถิติอันน่าทึ่งดังต่อไปนี้

คนใช้บริการกว่า 100 ล้านคน ทั่วโลก : เรียกได้ว่าเปิดตัวการใช้งานในรูปแบบสตรีมมิ่งปุ๊บมีคนต่อคิวมาเข้าใช้บริการปั๊บ ซึ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเน็ตฟลิกซ์ ได้เปิดเผยว่า พวกเขามีรายรับกว่า 94,000 ล้านบาท หรือประมาณ 2.79 พันล้านเหรียญสหรัฐ และยอดผู้ใช้บริการที่ทะลุ 100 ล้านคน เป็นที่เรียบร้อย Netflix กลายมาเป็นผู้นำด้านความบันเทิง

เข้าถึงคนไทยได้มากขึ้น : เพราะด้วยอินเทอร์เฟซและหน้าปกเนื้อหาเป็นภาษาไทย ที่มาพร้อมกับซับไตเติ้ลไทยและมีพากย์ไทยในบางเนื้อหา ทำให้เข้าถึงคนไทยมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังสามารถรับชม Netflix’s Original Series พร้อมกันกับทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้บริการรายต่างๆ ก็ทำให้เราเข้าถึงบริการจาก Netflix ง่ายขึ้นด้วย

รางวัลการันตีระดับโลก : เพราะนอกจากสิ่งการันตีความสนุกจากยอดผู้ชมและกระแสต่างๆ แล้วรางวัลนักแสดงก็เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงคุณภาพของ Netflix ได้เป็นอย่างดี ซึ่งรางวัล Emmy ในปีนี้ ซีรีส์ทาง Netflix ได้เข้าชิงกว่า 91 รางวัล ทั้งนี้ยังได้รับรางวัล Grammy ซึ่งการันตีคุณภาพด้านเสียง จากซีรีส์ Stranger Things

Content สุด Exclusive : ด้วยความบันเทินที่มันจนถึงขั้นสุดนั้นของ Netflix ที่โด่งดังเป็นกระแสต่างๆ เป็นคอนเทนต์ออริจินอล ที่ไม่สามารถหาดูได้จากแพลตฟอร์มอื่น เพราะมันคือ Netflix Originals  ซึ่งสร้างสรรค์โดย Netflix เองที่มีทั้งซีรีส์, สารคดี, การ์ตูน และภาพยนตร์เรื่องยาว ที่เป็นแค่เฉพาะใน Netflix เท่านั้น ถือได้ว่าเป็นคอนเทนต์ระดับคุณภาพที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านภาพและเนื้อหา

แล้วทำไม Netflix ถึงได้ครองตลาดทางด้านการเป็นสตีมมิ่งล่ะ ?

คุณเคยขับรถผ่านในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้วเจอคำๆ นี้กันหรือไม่ “ปีใหม่นี้ #ไม่ไปไหนไป Netflix” กันบ้างไหมพร้อมกับโฆษณาต่างๆ ตามป้ายรถเมย์ทั่วไปหมด ซึ่งทาง Netflix ได้มีเทคนิคง่ายๆ แค่ 4 ข้อในการทำการตลาดดังนี้….

ความสำคัญกับ Audience Data : เพราะสิ่งที่ Netflix คิดถึงมากที่สุด ก็คือผู้ชมเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะฟังดูแล้วจะอดหัวเราะกันไม่ได้ แต่ว่ากันด้วยความจริงการทำคอนเทนต์ที่ไม่ Engage กับผู้ชมนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย ดังนั้นความต้องการของผู้ชมจึงเป็นสิ่งที่ต้องศึกษา และพยายามเข้าใจบทบาทในชีวิตของพวกเขา

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป : คุณคิดตามดูนะครับถ้า Netflix ทำอะไรเดิมๆตามโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ พวกเขาก็คงสร้างความแตกต่างไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเริ่มจากพื้นฐานเล็กๆน้อยๆที่เค้าได้สังเกต จากการจัดเนื้อหาตามพฤติกรรมของผู้ชมบนแอป ไปจนถึงเคสล่าสุดอย่างการชมซีรี่ส์ Black Mirror ในรูปแบบ Interactive

Content Is Still King : สิ่งที่ทำให้ Netflix ฉีกตัวเองจากตลาดคือ Content ที่หาดูไม่ได้ที่อื่น คงเป็นเนื้อหาที่เข้มข้นจนเกิดการบอกต่อ และรวมไปถึงการใช้ดาราฮอลลีวูดในการทำภาพยนตร์ซีรี่ส์ เพื่อประกาศว่า Original Content ของพวกเขาคือ Main Stream และไม่ใช่เพียงของแถมที่ติดมาในแพ็คเกจเท่านั้น

โปรโมทคอนเทนต์ด้วยการโฟกัสไปที่ Traffic และ Conversions : ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องยาก เพราะการทำไวรัลสักชิ้นแทบจะคาดเดาผลไม่ได้เลย มันอาจจะเงียบกริบ หรือเกิดผลเลยเถิดบานปลาย แต่สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปข้อ 1 อยู่ดีว่า คุณเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคแค่ไหน ยิ่งเข้าใจมาก จับจุดได้มากเท่าไหร่ก็ช่วยให้การทำ Content Marketing เข้าไปอยู่ในใจของผู้คนได้มากเท่านั้น

แล้วถ้า Netflix มี โฆษณาล่ะคุณจะยังติดตามกันอยู่ไหม ??

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวลือกันถึงในกรณีที่ Netflix จะเริ่มนำโฆษณาเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์ม และ ล่าสุดก็ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมว่า ถ้า Netflix ทำอย่างนั้นจริง อาจประสบปัญหาเรื่องจำนวนสมาชิกที่จะลดฮวบลงไปแน่นอน คุณเห็นด้วยไหมครับ ?

โดย 23% ของผู้ตอบแบบสอบถามของ Hub Entertainment Research ได้ออกมาว่า พวกเขาคงจะยกเลิกสมาชิก Netflix อย่างแน่นอนถ้ามีการโฆษณาบนแพลตฟอร์ม ซึ่งจำนวนดังกล่าวนั้นหมายถึงการสูญเสียสมาชิกเกือบ 14 ล้านราย หรือหากจะคิดแบบจำนวนแอคเคาน์ที่ชำระเงินแบบรายเดือนของ Netflix ในสหรัฐอเมริกา ก็มีจำนวนทั้งหมดถึง 60 ล้านแอคเคาท์เลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม จากแบบสำรวจยังระบุอีกว่า “ราคาก็มีผลเช่นกัน” โดยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนหนึ่งยอมรับว่า ถ้ามีโฆษณาแล้ว Netflix จะลดราคาลงประมาณ 2 เหรียญสหรัฐ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่รับได้ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 14% เท่านั้นที่ยังยืนยันว่าพวกเขาจะยกเลิกสมาชิก และหากลดราคาไป 3 เหรียญ คนที่จะบอกยกเลิกบริการยิ่งลดลงไปเหลือแค่ 12% เท่านั้น

แต่สำหรับกลุ่มผู้ที่ตอบแบบสอบถามในครั้งนี้เป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาจำนวน 1,765 คน อายุระหว่าง 16-74 ปีที่ดูโทรทัศน์อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์และมีบรอดแบนด์ในบ้าน

ปัจจุบัน บริการสตรีมมิ่งคู่แข่งของ Netflix อย่าง Hulu และ NBCUniversal ของ Comcast มีแผนว่าจะรองรับโฆษณา ซึ่งจุดนี้อาจเป็นตัวผลักดันให้ Netflix จะยอมขายพื้นที่โฆษณาในที่สุดก็เป็นได้

เราก็ต้องคงติดตามสถานการณ์ของ Netflix กันต่อไปนะครับว่าจะทำอย่างไรต่อกับการบริการในอนาคตที่กำลังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา : cnbc
brandbuffet
mangozero
rainmaker

Continue Reading
LIFESTYLE2 สัปดาห์ ago

มาแล้ว! YouTube Premium ใช้ฟรี 1 เดือน ไม่มีโฆษณาคั่น

INNOVATION2 เดือน ago

คนไทยใช้ Google น้อยจริงหรือ ? มาเช็ก DATA ไปพร้อมกัน

MARKETING TIPS2 เดือน ago

กูรูแนะนำ “ยิงแอดโดยใช้ Funnel ได้ผล” แล้วอะไรคือ Funnel ? มาหาคำตอบกัน

MARKETING TIPS2 เดือน ago

6 เทรนด์ที่เอเจนซี่และสายยิงแอด ต้องรู้ ข้อมูลตรงจาก Facebook

CREATIVITY2 เดือน ago

KFC เปิดตัวเกมส์จีบผู้พัน “รับกระแส Gamification Marketing”

EDUCATION2 เดือน ago

กฎพื้นฐาน “5 ข้อสำหรับการสื่อสารเพื่อธุรกิจ” และคนทั่วไป

CONTENT TIPS3 เดือน ago

LinkedIn เผย Future Of Skills 10 ทักษะเฉพาะทางที่ “ตลาดต้องการมากที่สุด”

CREATIVITY3 เดือน ago

Pornhub ปล่อยแคมเปญ “หนังโป๊ที่สกปรกที่สุด” หวังคนตระหนัก “ปัญหาขยะในทะเล”

LIFESTYLE3 เดือน ago

“Off-Facebook Activity” ฟีเจอร์ใหม่จาก Facebook เพื่อความเชื่อมั่นด้าน Privacy

CREATIVITY3 เดือน ago

เหตุผลที่ทำไมคนไทยหันมาเป็น Youtuber กันเยอะ ?

NEWS UPDATE8 เดือน ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

LIFESTYLE9 เดือน ago

มนต์เสน่ห์ที่ถูกลืมของกล้องฟิล์ม ถูกปลุกคืนชีพด้วยเหล่าคนดัง!

CREATIVITY7 เดือน ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

CREATIVITY9 เดือน ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

CONTENT TIPS5 เดือน ago

บรีฟให้เคลียร์! อะไรคือการวัดผลแบบ Quality Ranking ใน Facebook Ads

CREATIVITY3 เดือน ago

Pornhub ปล่อยแคมเปญ “หนังโป๊ที่สกปรกที่สุด” หวังคนตระหนัก “ปัญหาขยะในทะเล”

CONTENT TIPS10 เดือน ago

จับตามองให้ดีกับ “คอนเทนต์ 4 ประเภท” ที่มาแน่ในปี 2019

EDUCATION5 เดือน ago

จุฬาฯเปิดคอร์สออนไลน์ฟรี! กับหลักสูตรการตลาดมีหัวใจ “Heartful Marketing”

MARKETING TIPS8 เดือน ago

Facebook Business เปิดโอกาสให้พัฒนาธุรกิจผ่าน “Success Stories” ส่องธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

NEWS UPDATE4 เดือน ago

Facebook ประกาศลบเพจในไทย 10 เพจ และผู้ใช้อีก 12 บัญชี

Facebook

Trending