Connect with us

CONTENT TIPS

Download FREE ‘Gilbert’ ฟอนต์ LGBT

Published

on

ต้อนรับเดือนแห่ง LGBT กันด้วย ฟอนต์ ‘Gilbert’ สีรุ้ง ที่เปิดให้ทดลองใช้กันฟรีๆ

Designers: Fontself, Akiko Nakashima, Justin Au and Robyn Makinson

NEW: now includes Katakana characters カタカナ文字を含む

ดาวน์โหลดคลิกตรงนี้

สำหรับการใช้ Gilbert ใน Website

  1. Copy & paste this code in the <head> of your HTML page:<link href="https://fonts.fontself.com/gE309jx/gilbert-color-bold-preview5.css" rel="stylesheet">Or add this line to your CSS:@import url('https://fonts.fontself.com/gE309jx/gilbert-color-bold-preview5.css');
  2. Apply the font family gilbert-color-bold-preview5 to CSS elements:h1 { font-family: 'gilbert-color-bold-preview5'; }Or insert the class fs-gilbert-color-bold-preview5 into HTML elements:<h1 class="fs-gilbert-color-bold-preview5">This is Gilbert Color!</h1>

ที่มา : https://www.typewithpride.com/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

CONTENT TIPS

ทำความเข้าใจ “การตลาดอิงดราม่า” ทำไมถูกใจคนไทย !? พร้อมสรุปเทคนิคการสร้างคอนเทนท์ดราม่า

Published

on

ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้าย ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่แสนย่ำแย่ โรคภัยไข้เจ็บที่ยังต้องลุ้นกันรายวัน รวมทั้งนโยบายการเคอร์ฟิวของภาครัฐ ที่ออกในช่วงนี้ ทำเอาหลาย ๆ แบรนด์ต้องหาทางรับมือ เพื่อประคับประคองธุรกิจของตัวเองให้ยังคงอยู่รอดต่อไป

ซึ่งทั้งนักการตลาดเองก็ดี ผู้ประกอบการเองก็ดี ช่วงนี้คงเป็นช่วงที่ต้องงัดเอาทุกแม่ไม้เทคนิคมาเรียกลูกค้าเข้าร้านกันแบบร้อยแปด และหนึ่งในนั้นก็คือ “การสร้างคอนเทนท์แบบดราม่า” หรือที่หลายคนเรียกว่า “Drama Content” มาช่วยเรียกลูกค้า โดยใช้ความสงสารเป็นตัวหลักในการสร้างความคล้อยตามให้กับผู้อ่าน

ซึ่งรูปแบบการขายของจากการเรียกความคะแนนความสงสาร นับว่าเป็นเรื่องถนัดของเหล่าแบรนด์ไทยเป็นอย่างดี (รู้กันในเวทีโลกจากโฆษณาประกันชีวิตอยู่แล้ว) จนทาง Philip Kotler บิดาแห่งการการตลาดยุคใหม่ ก็เคยให้คำนิยามโฆษณาในแบบไทยประกันชีวิตไว้ว่านี่คือ SADVERTISING ที่สามารถสื่อ กระตุกอารมณ์คนดูได้ดีมากจริง ๆ

โดย Case Study ที่ Philip Kotler ได้พูดถึงในหนังสือ Marketing for Competitiveness : Asia to the World in the Age of Digital Consumers ด้วยการยกตัวอย่างภาพยนตร์โฆษณา Unsung Hero (อ้างอิงจาก : https://positioningmag.com/1131029)

กลับมาที่ผู้บริโภคชาวไทยกับความอินไปกับ “การตลาดแบบ รัก โศก เศร้า หัวเราะ”

ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าจะมองย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่องราวของ “ความอินในเรื่อง รัก โศก เศร้า และหัวเราะ” ของผู้บริโภคชาวไทยก็อาจจะมาจาก “สังคมไทยอาจจะเคยชินกับการถูกเลี้ยงดูด้วยละครหลังข่าว” (ชาว Gen X Y น่าจะเข้าใจภาพนี้เป็นอย่างดีครับ)

จนครั้งหนึ่ง “ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” เคยพูดไว้ว่า.. “ดราม่านั้นคู่กับคนไทย เพราะไม่ใช่ชาติที่ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์ค่อนข้างมาก อีกทั้งอ่านหนังสือน้อยกว่าชาติอื่นที่ใช้ตะเกียบ” (อ้างอิงจาก : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/648385)

แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนมีเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปการดูละครหลังข่าว ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาเสพสื่อนอกพื้นที่เดิม ไม่ว่าจะเป็น Facebook IG และ Twitter แต่สิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถดิสรัปได้เลยก็คือ “ความอินไปกับเรื่อง รัก โศก เศร้า หัวเราะ”

สังเกตได้จากปัจจุบันมีพื้นที่สื่อมากมายที่ขับเคลื่อนไปด้วยเรื่องราวของการดราม่า ไม่ว่าจะเป็น Drama Addict อย่างที่รู้กัน หรือแม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่ก็หันมาเล่นเรื่องราวดราม่ากันแล้ว เพราะไม่ว่าจะวัดด้วยสถิติใด “เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังขายได้”

ยกตัวอย่างจากข่าวนี้ที่ช่องหนึ่งใช้ความดราม่า เปลี่ยนบุคคลธรรมดา ให้กลายเป็นคนของสังคมในเวลาเพียงไม่นาน (ถึงแม้จะไม่โด่งดังแบบดาราก็ตาม แต่ก็นับว่าสร้างชื่อเสียงและชื่อเสียให้พอสมควร)

การใช้เรื่องราวดราม่าในแง่การนำเสนอธุรกิจและสร้างแบรนด์

แน่นอนละครับว่าปูเรื่องมาซะขนาดนี้ ก็บอกได้เลยว่า “การโยงเรื่องดราม่า เข้ากับการนำเสนอธุรกิจ การขายของ หรือแม้แต่การสร้างแบรนด์” ทำแบรนด์ประสบความสำเร็จกันไปก้องโลกมาหลายแบรนด์แล้ว

อยากที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นของโฆษณาไทยประกันชีวิต ซึ่งมีบทสัมภาษณ์ ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่เคยกล่าวไว้ใน Marketeer Online (https://marketeeronline.co/archives/129611) ว่า

ไทยประกันชีวิตต้องทำตลาดแบบ Human Spirit Marketing ที่มากกว่า Customer Centric ทั่วๆ ไป

“จากทฤษฎีของการโฆษณามักจะบอกให้พูดถึงผลิตภัณฑ์ 70% พูดถึงลูกค้า 30% ถามว่า ไทยประกันชีวิตรู้จักทฤษฎีนี้มั้ย รู้จักดีครับ แต่เมื่อผลิตภัณฑ์หลักของเราคือความรัก ดังนั้น 70% ในเรื่องจะพูดถึงความรักเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความรักของพ่อที่เป็นใบ้ ความรักการให้อภัยที่ให้กับลูกสาวที่ท้องก่อนแต่ง ส่วนอีก 30% จะเป็นเรื่องราวที่โดนใจลูกค้าที่สุด อาจจะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาเรื่องนั้นๆ อยู่ก็ได้”

จากคำพูดของคุณไชย ที่ได้กล่าวไว้แสดงให้เห็นว่า “การเจาะเข้าไปถึง Human Spirit จะยิ่งทำให้คนเข้าถึงแบรนด์ง่ายขึ้น เพราะนี่คือเรื่องเค้าเข้าใจและพร้อมอินไปกับมัน”

ช่วง COVID แบบนี้การ “ดราม่า” สร้างโอกาสให้ธุรกิจในไทยได้หลายแบรนด์

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูการสัมภาษณ์ของคุณต่อ แบรนด์ Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู (แอบบอกไว้ก่อนได้นะครับว่า เรารักแบรนด์นี้มากไปกินแทบทุกสัปดาห์เลยครับ)

และก่อนอื่นเลยนะครับต้องขออนุญาตคุณต่อ มา ณ โอกาสนี้ก็เลยครับ ที่จะขอหยิบเรื่องราวดี ๆ ของทาง Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู มาเป็นกรณีศึกษาครับ

และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมได้ติดตามการเดินทางฝ่าอุปสรรคครั้งนี้ของเพนกวิน จากประโยคที่คุณต่อได้กล่าวไว้ว่า

“เขายอมเจ็บแต่จบ ผมว่าผู้ประกอบการคิดอย่างนั้นจริงๆ
ถ้ามันเจ็บสั้นๆ แล้วจบ ผมว่าทุกคนยอมเสียสละ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ รัฐออกมาตรการแต่ไม่มีอะไรรองรับ
มันไม่ใช่เจ็บแล้วจบ มันจะเจ็บแบบยาวๆ จนสุดท้ายมันจบ
แต่เป็นผู้ประกอบการจบชีวิต พนักงานจบชีวิต”
.
“เหมือนเลือดไหลแล้วคุณขอให้เราตัดแขน ตัดขา
เราบอกเรายอม ตัวจะได้รอด

แต่คุณไม่มีมาตรการรองรับว่า คุณจะห้ามเลือดผมยังไงต่อ
กลายเป็นว่าใครเลือดไหลช้าสุด คนนั้นคือคนที่รอด
ใครเลือดไหลเร็วต้องยอมตายไประหว่างทาง”
.
.
.
พูดเสร็จ ก็แอบกลัวว่าจะโดนสั่งปิดร้าน
แต่ดันลืมไปว่า #ตอนนี้ร้านโดนปิดไปแล้วนี่หว่า

#งั้นช่างมัน

“เขายอมเจ็บแต่จบ ผมว่าผู้ประกอบการคิดอย่างนั้นจริงๆ ถ้ามันเจ็บสั้นๆ แล้วจบ ผมว่าทุกคนยอมเสียสละ…

Posted by Thanapan Vongchinsri on Friday, 27 March 2020

และจากนั้นทาง Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู ก็งัดโปรโมชั่นมากมาย พร้อมจัดส่งแบบเดลิเวอรี่ เพื่อสร้างงานและประคับประคองแบรนด์ยังให้คงมีรายได้และคงอยู่ต่อไป

จริงๆ กวิ้น มีเรื่องอยากเล่ามาอาทิตย์นึงละ แต่ยุ่งมาก จนยังไม่มีเวลาได้เขียน#PenguinStory.คนในรูปคนนี้ ชื่อว่า “…

Posted by Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู on Tuesday, 31 March 2020

ต้องยอมรับเลยครับว่า โปรโมชั่นมากมายหลังจากนั้น ทำให้ชื่อของ Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู กลับมาพูดอีกครั้ง กระตุ้นต่อมหิวของใครหลายคนได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงกักตัวเช่นนี้ตาม (ช่วง COVID-19 ระบาด) ใครสนใจโปรโมชั่นมากมาย กับอาหารคุณภาพสูงก็ติดตามกันได้ที่ : https://www.facebook.com/penguineatshabu/ เลยนะครับ

ถ้าอยากสร้าง DRAMA MARKETING เองบ้าง ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากและง่ายที่จะทำการตลาดและเขียนคอนเทนท์ในรูปแบบนี้ครับ แต่สิ่งที่จะต้องเข้าใจเลยก็คือ “ตัวตนของแบรนด์” และลองมาวางแผนไปพร้อมกันครับ

  1. ทำความเข้าใจว่า “ตัวตนของแบรนด์” คืออะไร ? : ก่อนจะวางโครงเรื่องของคอนเทนท์ หรือแผนการตลาดใด ตัวตนคือสิ่งที่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรก ถึงแม้ว่าครั้งนี้สิ่งที่จะเสนอออกไปคือการดราม่าก็ตาม แต่อย่าลืมว่าที่ผ่านมาแบรนด์คุณเป็นตัวแทนของอะไร ความสุข ความรัก แรงบันดาลใจ ไอดอล ความหล่อเท่ สวยงาม หรืออื่น ๆ
  2. สร้าง Emotional Connection กับคนอ่านโดยผ่านตัวตนของแบรนด์ : อ้างที่กล่าวไปในข้อหนึ่งครับ “ตัวตนของแบรนด์” คือเครื่องมือชั้นยอดที่จะมาเป็นกุญแจดอกสำคัญในการกระตุกต่อมอารมณ์ของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี
    *กุญแจกระตุกอารมณ์ไม่จำเป็นจะต้องเรียกน้ำตา ความเท่ แรงบันดาลใจ คำคม หรืออะไรก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่าลูกค้าจะชอบ
  3. Call To Action และการวัดผล : สิ่งสำคัญที่สุดในการทำแคมเปญการตลาดก็คือ “Call To Action” เมื่อผู้อ่าน ผู้บริโภคคล้อยตามแล้วจะต้องทำยังไงต่อให้เกิดยอดขายหรือผลลัพธ์ให้ได้ อีกทั้งอย่าลืมว่า KPI การวัดผลไว้ด้วย

สรุปเทคนิคการสร้างคอนเทนท์ดราม่า เขียนยังไงได้บ้าง ?

สูตร Before After Bridge

สูตรการเขียนแบบ Before After Bridge

สูตรการเขียนคอนเทนท์ที่ว่าด้วย “สร้างความอินกับปัญหา วิธีแก้ปัญหา และเข้าถึงวิธีแก้ปัญหายังไง” จะว่าไปแล้วนี่คือสูตรยอดนิยมในการทำคอนเทนท์เลยก็ว่าได้ครับ

BEFORE : สร้างภาพให้ผู้อ่านได้อินและเข้าใจถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ สถานการณ์ตอนนี้ว่าเป็นอย่างไร ร้ายแรงแค่ไหน *เทคนิคสำคัญก็คือทำยังไงก็ได้ให้ปัญหาและสถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับคนอ่าน

AFTER : สร้างภาพ อธิบายให้ผู้อ่าน ผู้บริโภคเข้าใจว่า “หากปัญหานี้ถูกแก้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น” ส่งผลอะไรต่อคุณ ส่งผลอะไรต่อลูกค้า *จี้จุดตรงประโยชน์ของผู้บริโภคให้มาก

BRIDGE : ตบท้ายด้วย “ขายของ” ซึ่งนี่ก็คือ “สะพาน” ที่จะพาคนอ่านที่อินทั้งหมดไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่เราได้สร้างภาพในเห็นในส่วนของ AFTER ไปแล้ว *และที่สำคัญอย่างลืมปิดท้ายด้วย Call To Action ด้วย

สูตร Three Act Structure

ผมมักจะเรียกสูตร Three Act Structure ว่าเป็นสูตร “สร้างพระเอก” ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจจะจริง เพราะนี่คือสูตรการสร้างคอนเทนท์แบบบทละคร หนังฮีโร่ ที่หลายเรื่องยอดนิยมใช้กัน

Act One / Setup (เริ่มต้นอธิบายเรื่องราว) : นี่คือส่วนแรกของการนำเสนอ ซึ่งนี่เป็นการอธิบายเรื่องทั้งหมด มีตัวละครที่เกี่ยวข้องกี่คน พยายามกล่าวถึงคนที่จะเป็นพระเอกของเรื่องนี้เยอะ ๆ (อาจจะเป็นแบรนด์หรือผู้บริหารแบรนด์) ซึ่งคนนี้จะเป็นตัวเดินเรื่อง

Act Two Confrontation  (พระเอกชนปัญหา) : จุดพีคสำคัญของเรื่องก็คือ “อย่าลืมพาพระเอกไปเจอกับปัญหา” อธิบายสถาณการ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน แต่ละปัญหาส่งผลอะไรบ้าง *อย่าลืมเน้นที่จุดย่อท้อและจุดเติมกำลังใจของพระเอกด้วย

Act Three / Resolution (การยืนหยัด) : ถ้าเทียบกับละครนี่คือตอนจบของเรื่องที่พระเอก ชักดาบเตรียมต่อสู้ หรือมีเพื่อนร่วมทีมพร้อมรบ และที่สำคัญของส่วนนี่ก็คือ “แสดงให้ผู้อ่านเห็นว่า แบรนด์ของเราพร้อมสู้มากแค่ไหน และจะไม่มีวันย่อท้อต่อปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น” *พยายามจี้จุดด้วยว่าพระเอกจะสู้ได้ถ้าได้แรงสนับสนุนจากผู้อ่านหรือผู้บริโภค

เป็นยังไงกันบ้างครับกับ “การตลาดอิงดราม่า” ที่กำลังเป็นที่นิยมในหลายแบรนด์ขณะนี้ เพื่อต่อสู้กับทั้งสถานกาณ์ COVID-19 ที่กำลังทำเอาแบรนด์ต้องบาดเหงื่อกันอยู่ขณะนี้ แต่ที่อยากย้ำกันไว้เลยก็คือ “จะดราม่ายังไงก็อย่าหลุดตัวตนของแบรนด์ เพราะถ้าสถานการณ์กลับมาดีขึ้นเมื่อไร แบรนด์อาจจะกลับมาจุดเดิมได้ยากครับ”

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

LinkedIn เผย Future Of Skills 10 ทักษะเฉพาะทางที่ “ตลาดต้องการมากที่สุด”

Published

on

“เมื่อโลกเปลี่ยน ตลาดแรงงาน ก็เปลี่ยนแปลงตาม”

ในเมื่อโลกนี้ยังมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทักษะที่มีในวันนี้ พอตกมาวันพรุ่งนี้อาจใช้ไม่ได้ ในเมื่อสภาพแวดล้อมในการทำงานได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

แล้วทักษะอะไรล่ะที่จะมีประโยชน์ในที่สุดในขณะนี้ ??

ก็อย่างที่ผมได้บอกไปในตอนแรกเริ่มว่าในเมื่อ “ตลาดแรงงาน” มีการเปลี่ยนแปลง แล้วทักษะแบบไหนล่ะที่องกรค์ต้องการ ซึ่งวันนี้ผมได้ไปเจอข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมากๆจาก LinkedIn ที่เผยพูดถึง 10 ทักษะในอนาคต หรือ “Future Of Skills” ที่กำลังเป็นที่ต้องการในทางตลาดเอเชียแปซิฟิกในปัจจุบัน และความต้องการของการตลาดในอนาคต

ซึงทาง LinkedIn ได้เผยออกมาว่า 10 ทักษะนี้ได้คิดเป็น 42% ของทักษะหลักที่จำเป็นสำหรับอาชีพทั่วๆไป เช่น

Creativity = ความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาใช้ในการทำงาน
Persuasion = การโน้มน้าวผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะในการพูดคุย
Collaboration = การทำงานเป็นทีม
Adaptability = การปรับตัวและการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
Time Management = การบริหารเวลาในการทำงานและจัดการชีวิตประจำวันได้

แล้วทั้ง 10 ทักษะจาก LinkedIn นั้นมีอะไรบ้างนะ

ทุกอุตสาหกรรมกำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้มีแรงงานที่มีทักษะไม่สูงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งทักษะด้านเทคโนโลยีจะทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และคนที่จะเริ่มทำการเทรนด์ตั้งแต่อายุยังน้อย และ ควรเรียนรู้ 10 ทักษะต่อไปนี้

1.ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence)

เมื่อทุกๆ บริษัทต่างต้องพึ่งพาข้อมูลอย่าง AI มหาศาลก็มีบทบาทมากขึ้นยิ่งกระบวนการตัดสินใจ เช่น Airbnb ที่ตอนนี้ได้มีการใช้การจดจำภาพ และ Machine Learning เพื่อค้นหาว่าภาพไหนน่าดึงดูดที่สุดสำหรับแขกผู้เข้าพัก

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Business analyst
▪ Data scientist
▪ Software engineer

2.ความรู้ด้านบล็อกเชน (Blockchain)

Blockchain ได้กลายเป็นที่รู้จักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีอย่าง Bitcoin ต่อมาได้ขยายการใช้งานอย่างกว้างขวาง ใช้ในภาคต่างๆ เช่น ทางด้านกฏหมาย ความปลอดภัย และการศึกษา

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Blockchain developer
▪ Chief technology officer
▪ Consultant

3.อาชีพที่ต้องการกำกับดูแล (Compliance)

การทำให้ปฏิบัติตาม กฏระเบียบ กฎข้อบังคับ หรือ มาตรฐานบางอย่าง ในโลกยุคนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาปฏิบัติตามกรอบกฎระเบียบและกฎหมายต่างๆ ของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจอยู่จึงมีความต้องการอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับ Compliance เพิ่มขึ้น

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Chief data officer
▪ Compliance officer
▪ Risk management officer

4.Continuous integration

กระบวนการที่ใช้สำหรับการรวบรวมซอฟแวร์ที่มีการพัฒนาแยกส่วนกันอย่างอัตโนมัติ จุดประสงค์ของหน้าที่นี้คือการช่วยตรวจจับปัญหาก่อนกำหนดในกระบวรการพัฒนา

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ DevOps engineer
▪ Full stack engineer
▪ Software engineer

5.ด้านการพัฒนาเว็บไซต์ (Frontend wed development)

โลกปรับเป็นดิจิทัลมากขึ้นทุกวัน การพัฒนาเว็บจึงทวีความสำคัญ อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของธุรกิจในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Frontend developer
▪ Full stack engineer
▪ Wed developer

6.การสอนเทคโนโลยีในการจดจำท่าทาง (Gesture Recognition technology)

การช่วนปิดช่องว่างระหว่างมนุษย์และอุปกรณ์โดยการสอนคอมพิวเตอร์ให้สามารถอ่านการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้ โดยมีการคาดว่าภายในปี 2025 ตลาด Gesture Recognition ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 30.6 พันล้านเหรียญ ในตอนนี้ภาคการเงินและการธนาคาร การศึกษาระดับสูง และภาคการโฆษณา กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Mobile engineer
▪ Researcher
▪ Software engineer

7.การออกแบบที่คิดถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered design)

การออกแบบโดยให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลางเป็นแนวทางการออกแบบที่เน้นการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้อย่างสูงสุด

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Graphics designer
▪ Proguct designer
▪ User experience designer

8.หุ่นยนต์กระบวนการอัตโนมัติ RPA (Robotic Process Automation)

รูปแลลใหม่ของกระบวนการรอัตโนมัติทางธุรกิจ มีเป้าหมายเพื่อทำให้งานซ้ำซ้อนในปริมาณสูงโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างการทำงานก็อย่างเช่นในธนาคาร และโทรคมนาคมที่ได้รับการพัมนาให้การทำธุรกรรมและขั้นตอนการร้องเรียนของลูกค้าสามารถดำเนินไปโดยอัตโนมัติ

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Business analyst
▪ Consultant
▪ Robotics engineer

9.การทำการตลาดบนสังคมออนไลน์ (Social media marketing)

การนำโซเชียลมาช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชียแปซิฟิก จะได้เห็นได้ว่าธุรกิจต่างๆ ใช้โซเชียลในการเข้าถึงลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ โดย 74% เชื่อว่าการทำการตลาดในโซเชียลจะมีส่วนช่วยในการสร้างผลกำไรมากพอสมควร

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Digital marketing specialist
▪ Marrketing manager
▪ Social media marketing manager

10.การใช้ Workflow automation

การให้ระบบทำงานให้โดยอัตโนมัติหรือ Workflow automation เป็นกระบวนการอัตโนมัติที่ดำเนินเองตามกฏเกณฑ์ทางธุรกิจได้กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยการทำซ้ำกระบวนการที่มีทักษะต่ำโดยอัตโนมัติ จะทำให้พนักงานสามารถเอาเวลาที่เหลือไปใช้ทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรืองานที่ต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น

อาชีพที่ใช้ทักษะนี้ :
▪ Consultant
▪ Project manager
▪ Software engineer

ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดจากที่ LinkedIn ระบุว่า 90% ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าทักษะมีความสำคัญยิ่งกว่าตำแหน่งงาน

นอกจากนี้ 89% ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่บอกว่าความสำเร็จไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณทำสำเร็จในชีวิตแต่มันเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นทำ และ 39% รู้สึกว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดเมื่อสอนคนอื่น

สุดท้ายนี้หากคุณต้องการอยู่รอดในตลาดแรงงานไปอีกนานคงต้องเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมตามความต้องการของบริษัทตลอดในปี 2019 และปีต่อ ๆ ไป เพื่อรับกับสถานการณ์ตลาดแรงงานและความต้องการของบริษัทต่าง ๆ กันด้วยนะครับ

และอีกเรื่องดีๆ ที่สุดแสนจะสำคัญ LinkedIn ยังเปิดสอนหลักสูตรทักษะต่างๆ ได้แค่คุณ คลิกที่นี้

ที่มา : techsauce
brandinside
ispacethailand
vsharecontent

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

ผ่านมาครึ่งปีกว่าแล้ว พฤติกรรม ของคนอ่านสื่อในปี 2019-2020 เป็นอย่างไรกันบ้าง ?

Published

on

” เราต้องหยุดแทรกแซงในสิ่งที่คนกำลงสนใจ และเป็นสิ่งที่คนสนใจแทน “

“เพราะโลกของเรา หมุนเร็วขึ้นทุกวัน” ถ้าให้ผมพูดย้อนกลับไปในระยะเวลาเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้ Internet เข้ามาสู่ในชีวิตเราบ้างแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย จนถึงยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีจุดเชื่อมโยงแตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้ครับ

Desktop And Internet : ยุคที่เริ่มมีการใช้อินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นยุคที่ใครหลายๆ คนนั้นเรียกได้ว่าใช้มันเพื่อหาข้อมูลทำวิจัย หรือ งานต่างๆ มากกว่าการเสพสื่อแบบทุกวันนี้ และในยุคนี้ก็คงจะบอกได้เลยว่าคนส่วนมากนั้นยังนิยมการเสพสื่อผ่านทาง “หนังสือพิมพ์” มากกว่าการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแน่นอน

Mobile And Social : มาในยุคที่เรียกว่า “โลกโซเชียล” ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนอายุเท่าไหร่ก็เริ่มเข้าสู่การเล่น โซเชียล ได้ และเป็นช่วงเริ่มต้นของของแพรตฟอร์มต่างๆ มากมาย ทั้งFacebook , Line , Twitter และ อื่นๆ

จนถึงขั้นติดและเริ่มกลาย “เป็นสังคมก้มหน้า” แต่ก็ว่าเค้าไม่ได้นะครับเพราะยุคนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วตามยุคจริงๆ เพราะแค่หยิบมือถือขึ้นมาก็สามารถเสพข่าวใหม่และเทรนใหม่ๆได้อยู่เสมอ

Content And Big Data : ต่อมาเป็นยุคแห่งการเสพคอนเทนท์ มีคอนเทนท์ละลานตาผ่านหน้าฟีด คนเชื่อได้บ้าง ไม่ได้บ้างเนื่องจากในยุคนี้เริ่มมีข่าวสารที่ปลอมเยอะมาก ไม่ว่าจะเรื่องนู้นนี้นั้น จนทำให้ต้องมีการเก็บข้อมูลและสถิติต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการอ้างอิงถึงความเท็จจริงให้ผู้เสพสื่อได้รู้อย่างถูกต้องครบถ้วน ร่วมทั้งนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างการสื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งกว่าเดิม

Cyber Physical  : ยุคปัจจุบัน (ของหลายประเทศ) ที่หันมาเริ่มใช้ AI นำข้อมูลหรือ Data ไปทำงานแทนอย่างงานๆ

ที่เราเห็น ณ ตอนนี้คือการหาข้อมูลหรือสิ้นค้าอะไรบน Google บ่อยๆ มักจะมี Ad ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราหามาขึ้นข้างๆ หรือ สิ่งที่คุณมักชอบปิดไปในบ้างเว็บไซต์

หรือตัวอย่างจากผู้นำนวัตกรรมของเอเชียอย่าง อาลีบาบา ก็หันมาใช้ หุ่นยนต์ในการเขียนคอนเทนท์แทนมนุษย์กันบ้างแล้ว

กลับมาที่บ้านเรา พฤติกรรมของพูดอ่านสื่อในปี 2019-2020 จะมีแนวโน้มไปทางไหนกัน ?

คงจะเป็นอีกเรื่องนึ่งที่ผมก็หาคำตอบของมันมานาน เช่น พฤติกรรมของแต่ล่ะวัยนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กิจวัตรประจําวัน เรื่องความเหมาะสม จนไปถึงเรื่องการอ่านสื่อต่างๆ ซึ่งในปีนี้ก็ยิ่งแตกต่างกันออกไป หากจะให้พูดโดยรวมแล้วมันอาจยากไปหน่อย ผมจึงได้จัดแบ่ง Generations ต่างๆ เพื่อให้คุณนั้นเข้าถึงได้มาขึ้นครับ

Baby Boomer : Gen นี้จะอยู่ในช่วงวัย 50 ขึ้นไปถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควรและยิ่งเรื่องที่คน Gen นี้สนใจเอามากๆ เลยก็น่าจะหนี้ไม่พ้นเรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย การซื้อประกันที่จะค่อยดูแลช่วงอ่านยุคของเค้า และผลสำรวจของคนกลุ่มนี้มักจะอ่านสื่ออย่าง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และ โบรชัวร์ต่างๆ

แต่ถึงจะผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากแค่ไหน ก็นับว่ากลุ่ม Baby Boomer คือวัยเด็กที่เพิ่งจะเริ่มใช้ Social Media / Internet กันเป็นครั้งแรก จึงไม่แปลกที่กลุ่มนี้จะตื่นเต้นกับคอนเทนท์ที่แปลกใหม่ และนวัตกรรมที่อยู่บนหน้าจอ

Xers : Gen นี้บอกได้เลยว่ากลุ่มวัยกลางอายุราวๆ 35-53 ปี เป็นกลุ่มที่บอกได้เลยว่าก่ำกึงกับยุคสมัยมาก ส่วนหนึ่งยังนิยมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ขณะเดียวกันก็ใช้โซเชี่ยลรวมกลุ่มสนทนาไปด้วย จัดเป็นกลุ่มที่มีความคิดไตร่ตรองสูง มีไลฟ์สไตล์ชัดเจนของตัวเอง พวกเขานิยมอ่านรีวิว หาข้อมูลสินค้า และหาวิธีดูแลตัวเอง

Millennial : หรือกลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่มีลักษณะการเปิดกว้างทางความคิด มีระบบสังคมกลุ่มย่อย ที่มีความคิดเห็น ความเชื่อ ความศรัทธาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และมักจะชอบอ่านสื่อเกี่ยวกับ ด้านสุขภาพ และเชื่อมั่นกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่มาก

Generation Z : เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียม และความเสมอภาค ทั้งในมุมของอายุ เชื่อชาติ เพศ และรสนิยม ซึ่งสิ่งที่พวกเค้ามักจะเสพสื่อกันนั้นก็คงหนี้ไม่พ้นเรื่องสื่อที่มีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจ กิจกรรมในการช่วยปรับมุมมองความคิด หรือสิ่งที่ช่วยในการบำบัดดูแลสุขภาพใจในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยี AR และ VR เป็นสื่อที่มีอิทธิพลและช่วยส่งเสริมการเข้าถึงประสบการณ์ให้กับคน Gen Z ได้

Alpha : Gen อัลฟ่า เป็นเด็กที่เกิดมาในยุคที่รายล้อมไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้เด็กรุ่นนี้สามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆได้มากมาย ง่ายกว่าเจนก่อนๆ ซึ่งด้านพฤติกรรมการบริโภคสำหรับเจนอัลฟ่า จะเน้นไปในแนวทางของการเล่นและเรียนรู้ เพื่อเสริมทักษะพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และการเข้าสังคม การท่องเที่ยวจะเน้นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ให้กับเด็กๆ

แล้วเราจะปรับตัวตามผู้เสพสื่อยังไงดีในปี 2019-2020 นี้ ?

“Data IS KING , Content is Queen , Creativity is god”

คงบอกได้เลยว่าในปี 2019 นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เร็วจนปรับตัวไม่ทัน หรือ ตามอารมณ์ของคนเสพสื่อแทบจะไม่ได้

แต่จากที่เราศึกษาพฤติกรรมของผู้เสพสื่อมาจำนวนหนึ่งพบว่า มี 4 ปัจจัยนี้ที่พอจะอธิบายเทรนด์การเสพสื่อของชาวเราในยุคนี้ได้ครับ

1. Life Improvement Content : ปัจจุบันคนหันมาเสพข้อมูลเกี่ยวกับ “Life Improvement Content” ที่ช่วยพัฒนาทักษะ ความรู้-ความสามารถให้กับผู้บริโภค เช่น สนใจทำอาหาร เพราะได้ดูรายการทำอาหาร

2. Realism : หัวใจพื้นฐานที่จะสร้าง Brand Engagement ได้จริง คือแบรนด์ต้อง “Realism” หรือ “Being Real” คือ ความจริง ซึ่งสะท้อนถึงความจริงใจของแบรนด์ และ Realism จะสร้างเสน่ห์ให้กับแบรนด์ Micro Influencer จึงยังมาแรงอยู่ในปี 2019

3. Consumer Control : ผู้บริโภคต้องการ “Control” คอนเทนต์ เพราะต้องการเลือกได้เองว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากดู – ไม่อยากดู เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่จะได้ใจคน คือต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเขาเอง สามารถ Control ได้ ผู้บริโภคจะรักแบรนด์นั้น 

4. Newness & Excitement : คอนเทนต์มากมายในแต่ละวัน จนเกิดภาวะ Overload แต่แนวทางที่จะกระชากความสนใจของผู้บริโภค คือ แบรนด์ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการทำคอนเทนต์ที่มี “ความแปลกใหม่” และ “น่าตื่นเต้น” (Newness & Excitement)

การเดินเกมของ Content ในปี 2019 ของคุณควรเป็นอย่างไร ?

“โลกเปลี่ยน คอนเทนต์เปลี่ยนไป แต่ใจเดิม”

การสร้างประสบการณ์ในแบรนด์ให้กับผู้บริโภค ต้องมองเป็น “Total Experience” ที่แต่ละช่วงของ Audience (Customer) Journey ตั้งแต่มีความต้องการ – รู้จักแบรนด์ – ศึกษาหาข้อมูล – ตัดสินใจ (Call to Action) เชื่อมต่อร้องเรียงเข้าด้วยกัน

ซึ่งการสร้าง Total Experience จึงครอบคลุม Audience Journey เพื่อวางแผนให้ครบทุก Touch Point ในการเข้าถึง และเชื่อมต่อกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

สุดท้ายนี้ “CONTENT IS WHAT YOU LOVE” ยังไงก็แล้วแต่ คอนเทนต์ที่แบรนด์สื่อสารออกไป คือ “ความรักที่คุณมีให้ลูกค้า”ถึงแม้คนที่เข้ามาอ่านคอนเทนต์จะอ่านเพื่ออยากรู้ อยากทำเป็น อยากศึกษา อยากซื้อสินค้า แต่สำหรับคุณคนสร้างคอนเทนท์ “จะต้องเริ่มจากเขียนเพราะรักเสียก่อนครับ”

ที่มา : kobkid
thestandard

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
LIFESTYLE3 วัน ago

สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา “เปิดสอนทำอาหารออนไลน์” เรียนฟรี!! ไม่ต้องลงทะเบียน

CONTENT TIPS4 วัน ago

ทำความเข้าใจ “การตลาดอิงดราม่า” ทำไมถูกใจคนไทย !? พร้อมสรุปเทคนิคการสร้างคอนเทนท์ดราม่า

LIFESTYLE2 สัปดาห์ ago

เจาะใจไรเดอร์ สถานการณ์ Grab Food เชียงใหม่ ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ?

CREATIVITY3 สัปดาห์ ago

สสว. เปิดคอร์สออนไลน์สายปั้นคอนเทนท์ “ดิจิคอนเทนต์ From Idea To Idol” ฟรี!!

NEWS UPDATE3 สัปดาห์ ago

บรรเทาทุกข์ COVID 19 กรมสรรพากรลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 1.5%

LIFESTYLE1 เดือน ago

“รวม 10 Podcasts ทั้งไทยและเทศ ที่คนทำธุรกิจไม่ฟัง … ไม่ได้แล้ว”

INNOVATION2 เดือน ago

พฤติกรรมผู้บริโภคยากแท้หยั่งถึง! เทคโนโลยีจึงสำคัญ Audience+ เลยถือกำเนิด

MARKETING TIPS2 เดือน ago

“Line” แอปพลิเคชันยืนหนึ่งในโซเชียลมีเดียไทย กับสถิติสุดเจ๋ง ที่ติดตาม

NEWS UPDATE2 เดือน ago

สรุป 100 Trends ที่จะทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของบริโภคในปี 2020

MARKETING TIPS2 เดือน ago

“คุณแม่ยุคใหม่ หัวใจดิจิทัล” เจาะลึกอินไซต์กับพฤติกรรมการซื้อผ่าน E-Commerce ของเหล่าคุณแม่

NEWS UPDATE3 เดือน ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

NEWS UPDATE1 ปี ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

CREATIVITY12 เดือน ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

CREATIVITY1 ปี ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

LIFESTYLE1 ปี ago

มนต์เสน่ห์ที่ถูกลืมของกล้องฟิล์ม ถูกปลุกคืนชีพด้วยเหล่าคนดัง!

CONTENT TIPS10 เดือน ago

บรีฟให้เคลียร์! อะไรคือการวัดผลแบบ Quality Ranking ใน Facebook Ads

CREATIVITY7 เดือน ago

Pornhub ปล่อยแคมเปญ “หนังโป๊ที่สกปรกที่สุด” หวังคนตระหนัก “ปัญหาขยะในทะเล”

MARKETING TIPS7 เดือน ago

สรุปแบบสั้นมาก “ยิงแอดแบบ Funnel คืออีหยัง!? ทำไมพูดถึงกันจัง”

NEWS UPDATE2 เดือน ago

สรุป 100 Trends ที่จะทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของบริโภคในปี 2020

LIFESTYLE1 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

Facebook

Trending