Connect with us

LIFESTYLE

LINE ฉลองครบรอบ 10 ปี เผยความสำเร็จสู่แพลตฟอร์มที่ตอบสนองชีวิตคนไทย ย้ำความเป็น ECOSYSTEM

Published

on

LINE ฉลองครบรอบ 10 ปี เผยความสำเร็จสู่แพลตฟอร์มที่ตอบสนองชีวิตคนไทย

ในทุกไลฟ์สไตล์ และช่วยผลักดันธุรกิจในยุคดิจิทัล

ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ที่เป็นมากกว่าแค่แชท

23 มิถุนายน 2564 LINE ครบรอบ 10 ปี ขอบคุณทุกผู้ใช้พร้อมตอกย้ำความสำเร็จบนเส้นทางการเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ครองใจคนไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากการยกระดับชีวิตดิจิทัลได้ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน พร้อมเป็นแพลตฟอร์ม Chat Commerce ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อธุรกิจเติบโตเต็มกำลัง ผลักดันศักยภาพแบรนด์และผู้ประกอบการไทยทุกระดับด้วยพลังของ LINE ECOSYSTEM เพื่อประสบการณ์การใช้งานแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์

ยกระดับไลฟ์สไตล์ ขับเคลื่อนธุรกิจ บนเส้นทาง Digital Transformation

ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย กล่าวว่า“ตลอดการเดินทาง 10 ปี ของ LINE เราได้เติบโตอย่างรวดเร็วจากแอปพลิเคชันสื่อสารสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถยกระดับชีวิตคนไทยในยุคดิจิทัลด้วยฟีเจอร์และบริการต่างๆ บนแอปฯ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นทั้งแชท – ประชุมงาน – ช้อปปิ้ง – สั่งอาหาร – จ่ายเงิน – ดูซีรีส์ – อ่านข่าว ฯลฯ เราจึงก้าวเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งชีวิตของผู้ใช้ และมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการใช้บริการของแพลตฟอร์มเรา มากไปกว่านั้น เรายังเป็นแพลตฟอร์มเพื่อธุรกิจที่สามารถขับเคลื่อนแบรนด์ องค์กรและผู้ประกอบการไทยทุกระดับบนเส้นทาง Digital Transformation สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้ธุรกิจ เรารู้สึกดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในทุกวันนี้ โดยเบื้องหลังความสำเร็จที่เกิดขึ้น มาจากความตั้งใจของ LINE ที่พัฒนาบริการทุกอย่างมาเพื่อตอบโจทย์ของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด รวมถึงการสนับสนุนและความไว้วางใจของทุกคนที่มีให้กับเรา ”

ตอกย้ำประสิทธิภาพกลยุทธ์ Humanization & Localization

ความสำเร็จและการเติบโตดังกล่าวยังเป็นสิ่งตอกย้ำประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Humanization & Localization ที่ LINE ใช้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อครองใจผู้ใช้ในเมืองไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของการพัฒนาฟีเจอร์ และบริการรวมถึงการทำการตลาดที่ตอบโจทย์คนไทย ดังเช่น การพัฒนา LINE MAN ที่มาปฏิวัติไลฟ์สไตล์การกินของคนไทยจนเติบโตและควบรวมธุรกิจกับ Wongnai จนเกิดแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่ง, การพัฒนา MyShop โซลูชันส์ที่มาเสริมแกร่ง Chat Commerce ให้ LINE Official Account รองรับการเปิดร้านค้าออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ได้ร่วมมือกับภาครัฐพัฒนา LINE Official Account เพื่อตอบโจทย์บริการที่หลากหลายเพื่อประชาชน

ปลดล็อกข้อจำกัดทางอาชีพ สร้างความเป็นไปได้ให้คนไทย

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา LINE ได้สร้างความเป็นไปได้ในแง่ของการปลดล็อกข้อจำกัดทางอาชีพให้สามารถมีอาชีพใหม่ๆ ประกอบธุรกิจได้บนแพลตฟอร์มของ LINE อย่างไร้พรมแดนสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้ง Social Seller  ขายของออนไลน์, แอดมินบริหารจัดการหน้าร้านออนไลน์, LINE STICKERS CREATOR  ที่เปิดโอกาสสร้างรายได้  ผ่านการออกแบบ LINE STICKERS โดยปัจจุบันมีมากกว่า 700,000 คน มีสติกเกอร์วางจำหน่ายทั้งหมดรวมแล้วกว่า 3.6 ล้านชุด รวมถึงการขับเคลื่อนสร้างคนพันธุ์เทคฯ หน้าใหม่ของเมืองไทยผ่านกิจกรรม Developer ที่จัดอย่างต่อเนื่อง ทั้ง LINE Developer Conference และ LINE HACK ฯลฯ”

ขอบคุณผู้ใช้ พร้อมเดินหน้าพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ใช่ ครบ และพร้อมที่สุดเพื่อทุกคน

LINE ขอขอบคุณผู้ใช้ ผู้ประกอบการ ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจทุกท่านที่เป็นส่วนสำคัญตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้เราพร้อมที่จะเดินหน้าเพิ่มศักยภาพ “โครงสร้างพื้นฐาน” อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้สามารถยกระดับชีวิตผู้ใช้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม โซลูชันส์ และเครื่องมือทรงประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนผู้ใช้  สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่กับประสบการณ์การใช้แพลตฟอร์ม LINE ที่สมบูรณ์ ด้วยแนวทางการพัฒนาฟีเจอร์และบริการต่างๆในแนวดิ่งพร้อมเสริมแกร่ง 3 แกนธุรกิจหลัก ได้แก่

1)        OMO (Online Merges Offline) – สร้างความแข็งแกร่งให้กับประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ทั่วประเทศ เชื่อมต่อโลกออนไลน์เข้ากับออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว

2)      Fintech – ยกระดับ Financial Experience ของผู้ใช้งาน LINE อย่างไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น ให้สามารถ “แชท – โอน – ยืม – จ่าย” ได้บนแอป LINE จบครบในที่เดียว โดยไม่ต้องออกข้ามไปแอปพลิเคชันอื่น

3)        e-Commerce – มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Social commerce ที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และ สร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างด้วย ด้วย Chat Commerce ช่วยให้ร้านค้าดำเนินธุรกิจได้อย่างไร้รอยต่อด้วยอีโคซิสเต็มของ LINE ที่แข็งแกร่ง

“ขณะเดียวกันแม้องค์กรจะเติบโตมากขึ้นไปตามกาลเวลา LINE เองก็จะยังคงไว้ซึ่งการเป็น Tech Company with Startup Mindset แนวคิดที่ยังทำพวกเราชาว LINE ยังคงสนุกสนาน ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ไม่กลัวที่จะผิดพลาดล้มเหลว แต่ก็ไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งต่างเป็นดีเอ็นเอของเราให้สามารถพัฒนาบริการและฟีเจอร์ต่างๆบนอีโคซิสเต็ม LINE เพื่อยกระดับชีวิตของผู้ใช้ในทุกมิติอยู่เสมอ ” ดร.พิเชษฐ กล่าวสรุป

# # #

ภาคผนวก

ส่วนหนึ่งของการเติบโต LINE ที่น่าสนใจ

·       การใช้งานฟังก์ชันการสื่อสารต่างๆของ LINE เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19  อย่าง LINE Group Audio Call ที่มีการใช้งานเพิ่มสูงกว่า 72% LINE Group VDO Call เพิ่มขึ้น 162 % [1]เช่นเดียวกันกับ LINE Meeting ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2563ก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 371%[2]                        

·       LINE Official Account มีผู้ใช้บัญชีทางการเพิ่มขึ้นถึง 25% เป็น 4 ล้านบัญชี (เปรียบเทียบ ไตรมาสที่ 3 2562 และ ไตรมาสที่ 3 2563)

·       ช่วงปีที่ผ่านมา มีการเชื่อมต่อใช้ เครื่องมือ MyShop โซลูชันส์ที่ช่วยบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นถึง 257%  ขณะที่การจับจ่ายออนไลน์บน LINE SHOPPING คึกคัก สร้างยอดขาย (GMV) โตกว่า 200% ทั้งสินค้าจิปาถะไปจนถึงแฟชั่นและแก็ดเจ็ต ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ช่วงโควิด -19 ของ LINE ได้เป็นอย่างดี

###

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ LINE

คุณณัฐนันท์ ตันตินิพันธุ์กุล (พีท)         โทร 089-135-0051               อีเมล dl_linethpr@linecorp.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เวิรฟ (VERVE)

คุณจิรายุ อุษณีย์วรัญญู (มายด์)        โทร 094-274-9090   อีเมล vervexlinethailand@gmail.com

คุณอภิชยา เสรฐภักดี (วาว)                 โทร 065-515-2942    อีเมล apichaya.settapakdee@vervethailand.com

คุณพรทิพย์ วิริยะกิจพัฒนา (บี)          โทร 086-813-1981    อีเมล porntip.wiriyakitpattana@vervethailand.com

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

INNOVATION

เจาะลึกพฤติกรรมกลุ่ม “Flexitarian” ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาด Plant-based ให้เติบโต!

โลกของเราหมุนไปข้างหน้าฉันใด นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็ได้เกิดขึ้นตามฉันนั้น เช่นเดียวกับนวัตกรรมอาหารแห่งโลกอนาคตอย่าง Plant-based Food เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชที่ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาดนี้คือกลุ่ม “Flexitarian”

Published

on

By

โลกของเราหมุนไปข้างหน้าฉันใด นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็ได้เกิดขึ้นตามฉันนั้น เช่นเดียวกับนวัตกรรมอาหารแห่งโลกอนาคตอย่าง Plant-based Food เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชที่ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาดนี้คือกลุ่ม “Flexitarian”

เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ หรือพยายามลดการบริโภคอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดมากเหมือนกลุ่ม Vegan และ Vegetarian

 คำว่า “Flexitarian” เป็นคำศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นใหม่ ที่เพิ่งจะถูกเพิ่มลงใน Oxford English Dictionary เมื่อ 2014 โดยที่คุณ Dawn Jackson Blatner ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Flexitarian Diet ได้ให้คำนิยามของวิถีการกินนี้ไว้ว่า

“คุณสามารถเรียกการกินแบบนี้ว่า ‘เกือบจะมังสวิรัติ’ ก็ได้ เพราะนี่คือวิถีการกินที่คุณยังสามารถได้รับประโยชน์ของการกินอาหารแบบมังสวิรัติ ไปพร้อม ๆ กับการเพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในบางโอกาส”

flexitarian
Dawn Jackson Blatner

ทำไมคนถึงให้ความสนใจ ในการกินแบบ Flexitarian?

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 5-10 ปีก่อนหน้า เราเองคงจะอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ถือศีล ไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ แต่ในยุคปัจจุบันกลับไม่เป้นเช่นนั้น เมื่อคนหนุ่มสาวในยุคมิลเลนเนียลจำนวนมากหันมาใส่ใจในรูปแบบการกินแบบมังสวิรัติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไลฟ์สไตล์การกินมังสวิรัติที่มีความยืดหยุ่น สามารถกินเนื้อสัตว์ได้บ้าง แต่ก็ยังคงยึดถือหลักการกินเนื้อสัตว์ให้ลดน้อยลงร่วมด้วย

จากข้อมูลของ The Vegan Society ได้มีการเปิดเผยว่าเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา เทรนด์การทานอาหารแบบมังสวิรัติทุกประเภทท ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลกสูงถึง 9.87 เท่าจากปี 2017 และในปัจจุบันนี้เองพบว่าประชากรของประเทศอเมริกามีคนที่กินอาหารมังสวิรัติประมาณ 7.3 ล้านคน

และคนอีก 22.8 ล้านคน ที่ระบุว่าตนเองเน้นการกินผักมากขึ้น และขณะเดียวกันก็มีผลการรายงานจาก Waitrose ที่บอกว่าชาวอังกฤษ 1 ใน 3 คนบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง และ 1 ใน 5 ระบุว่าตนเองคือ Flexitarian

และจากการวิจัยทำให้พบว่า 29% ของผู้บริโภคทั่วโลกมีพฤติกรรมการกินแบบนี้ โดยในประเทศไทยเองก็ได้มีการสุ่มสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน พบว่ามีพฤติกรรมการเว้นเนื้อสัตว์แบบ Flexible อยู่ถึง 28% บางคนไม่กินเนื้อวัว สัตว์ใหญ่ หรือสัตว์ปีก รวมถึงบางคนเว้นเนื้อสัตว์ในเดือนเกิดหรือวันเกิด ในวันพระ หรือเว้นในบางมื้อ

ซึ่งปัจจัยในการบริโภคนี้ มีหลายสาเหตุด้วยกัน คือ..

  • 86% อยากสุขภาพดีขึ้น
  • 31% เพราะเหตุผลทางศาสนา และความเชื่อต่าง ๆ
  • 19% ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • 11% การเว้นเนื้อเพื่อช่วยลดโลกร้อนและช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม

อยากทานแบบ “Flexitarian” ควรเริ่มต้นยังไงดี?

สำหรับชาวที่รักการทานเนื้อท่านไหน เริ่มสนใจที่จะทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น สามารถทำได้เลยง่าย ๆ เนื่องจากไม่ได้มีกฎในการทานแบบเต็มตัว อาจจะสามารถทำได้โดยการค่อย ๆ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่ท่านในแต่ละมื้อให้ลดลง ทานเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะนิยมทานเนื้อไม่เกิน 3 มื้อ ต่อสัปดาห์

ทานอาหารที่ให้พลังงานทดแทนจำพวกคาร์โบไฮเดรตอย่างข้าว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ทานผักใบเขียว และผลไม้มาก ๆ เพื่อให้ได้รับวิตามินที่เพียงพอ รวมไปถึงการทานโปรตีนที่ได้มาจากพืชจำพวกถั่วต่าง ๆ หรืออาหารประเภท Plant-based Food ก็ได้เช่นกัน ที่สำคัญอาจจะมีการเสริมด้วยโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์บ้างบางมื้อ เช่นเนื้อปลา ไข่ นม เป็นต้น

ทำความรู้จัก Plant-based Food ให้มากขึ้น!

Plant-based Food คือ อาหารที่ทำมาจากพืชเป็นหลักประมาณ 95% ส่วนใหญ่ทำมาจากพืช ผักใบ ผักกินหัว ผลไม้ เห็ดต่าง ๆ รวมไปถึง ถั่ว ธัญพืช เมล็ดพืช ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วและธัญพืช เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ น้ำนมถั่วหลากหลายชนิด

เป็นอาหารที่เรียกได้ว่าอาหารแห่งอนาคต เพราะช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาพบว่าการซื้อเนื้อเสต๊ก 1 กิโลกรัม

ต้องใช้น้ำในกระบวนการเลี้ยงและผลิตเนื้อวัว เพื่อมาทำเสต๊กมากถึง 15,415 ลิตร ในขณะที่ผัก 1 กิโลกรัม ใช้น้ำในการเพาะปลูกประมาณ 322 ลิตร และผลไม้ 1 กิโลกรัม ใช้น้ำในการเพาะปลูกประมาณ 962 ลิตร ซึ่งถือว่าน้อยกว่ามาก

นอกจากนี้ยังพบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบครึ่งหนึ่งที่มนุษย์เป็นผู้ปล่อยออกมาเกิดจากกระบวนการเลี้ยงสัตว์และผลิตเนื้อสัตว์ โดยกระบวนการผลิตเนื้อสเต๊ก 1 ชิ้น จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่ากับการขับรถระยะทางถึง 25 กิโลเมตร ขณะที่การเพาะปลูกเพื่อที่จะได้ผัก 1 กิโลกรัม จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่ากับการขับรถระยะทาง 7.2 กิโลเมตร เท่านั้น

อีกทั้งการทานอาหารจาก Plant Based ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพเนื่องจากเป็นอาหารที่เรียกได้ว่าโคเลสเตอรอลน้อย หรือแทบจะไม่มีเลย รวมถึงมีใยอาหารและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย

flexitarian

ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างนี้เองทำให้พฤติกรรมการทานอาหารของคนในยุคใหม่เปลี่ยนไป เริ่มมีการใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น

จากการรีเสิร์ชของ Mintel สถาบันวิจัยตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลกได้รายงานไว้ว่าการกินแบบ Flexitarian ได้รับความนิยมโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้บริโภคในแถบประเทศยุโรปตั้งแต่ปี 2014-2018 โดยรายได้จากเนื้อเทียมที่ทำจากพืช เติบโตขึ้นมากถึง 451% ขณะเดียวกันผู้บริโภคชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีชาวมังสวิรัติ และวีแกนในปี 2012-2016 เพิ่มขึ้นถึง 440%

ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นแบบนี้เอง ที่ส่งผลต่อการผลักดันให้ตลาด Plant-based Food เติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยข้อมูลจาก EUROMONITOR พบว่า มูลค่าตลาด Plant-based Foods ทั่วโลกในปี 2019 มีมูลค่าสูงถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทนอยู่ที่ราว ๆ 4.9 แสนล้านบาท และจะเติบโตเฉลี่ย 105% ซึ่งมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดในปี 2024 จะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทนอยู่ที่ราว ๆ 7.5 แสนล้านบาท เนื่องจากกระแสการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัตแบบยืดหยุ่นมีกระแสความนิยมเพิ่มมากกขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

ยกตัวอย่างบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำการเจาะกลุ่มลูกค้า ที่นิยมทาน “มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น” ในประเทศไทย!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศไทยเองก็กำลังมีกระแสมาแรง อย่างการทานอาหารที่ทำมาจากพืช จึงทให้บริษัทยักษ์ใหญาเริ่มเข้ามาทำการตลาด “Plant Based Food” ในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น..

Nestlé

บริษัท Nestlé ที่ส่งเอา Harvest Gourmet บุกตลาด Plant-based ในไทย โดยตัวแบรนด์ Harvest Gourmet จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพืช และธัญพืชต่าง ๆ สิ้นค้าภายใต้แบรด์นี้เองก็มีให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็น เบอร์เกอร์เนื้อ , ไส้กรอก, นักเก็ต, เนื้อสับ ฯลฯ

โดยตลาดที่เข้ามาทำในไทย จะมีลักษณะเป็นแบบ B2B ที่จะจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการด้านธุรกิจอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร , โรงแรม เป็นต้น

Burger king

flexitarian

Burger king เปิดตัว Plant-Based Whopper ครั้งแรกในประเทศไทย ทำจากวัตถุดิบแพลนต์เบสจากพืช 100% ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกในธุรกิจ QSR ในไทยที่วางขายเบอร์เกอร์ที่ทำจากพืชเลยทีเดียว

ซึ่งเนื้อในเบอร์เกอร์จะมีการนำมาย่างไฟ เพื่อให้รสชาติที่ได้มีความคล้ายคลึงกับเนื้อจริง ๆ มากที่สุด ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นในการขยายตลาดนี้คือ ผู้บริโภคที่ชอบความรวดเร็ว และรักสุขภาพ

CPRAM

CPRAM ผู้ผลิตอาหาร Ready to Eat รายล่าสุด ที่ได้ทำการผลิตสินค้าประเภท Plant Based มาวางขายในตลาดประเทศไทย ผ่านแบรนด์ใหม่ “VG for Love”

ด้วยความที่ได้เปรียบในแง่ของการผลิต เพราะมีโรงงานพร้อมรองรับอยู่แล้ว รวมถึงการมีช่องทางขายอย่างร้าน 7-Eleven จึงช่วยสนับสนุนโอกาสการขายก็ยิ่งทำให้แบรนด์ VG for Love น่าจะทำตลาดได้ง่ายและแจ้งเกิดได้ไวกว่าแบรนด์อื่น

CPF

CPF ได้จับมือกับบริษัทด้าน Plant-based ระดับโลกอย่าง Fuji Oil จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแบรนด์ MEAT ZERO ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชแบบพร้อมทานและพร้อมปรุง

ตัวบริษัทมีเอกสิทธ์เฉพาะที่เรียกว่า “PLANT-TEC หรือ เทคนิคการสร้างรสสัมผัสพืชเสมือนเนื้อสัตว์” เพื่อพัฒนาโปรดักท์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การกินดีอยู่ดี รักษ์โลก

จากข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทที่ได้เข้ามาทำการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค “มังสวิรัติ” แบบยืดหยุ่นเป้นจำนวนมาก

และคาดว่าในอนาคตข้างหน้านี้ จะมีอีกหลายบริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในด้านตลาดนี้เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบ “Flexitarian” อีกไม่มากก้น้อยอย่างแน่นอน!

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Plant-based Food ได้ที่ นวัตกรรมใหม่แห่งยุค “3D Printed meat” เนื้อสัตว์ยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
สสส.
Marketee
Nestle
Marketing oops
Marketing oops
The Beet
Brand inside

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

Facebook เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Live Audio Rooms” มาปะทะ Clubhouse

Facebook เตรียมพร้อมสำหรับฟีเจอร์ใหม่อย่าง Live Audio Rooms ที่จะมางัดข้อกับ Clubhouse โดยเฉพาะ

Published

on

หลังจากปล่อยให้น้องใหม่จากแพลตฟอร์มเสียงอย่าง Clubhouse ได้กระแสความนิยมล้นหลาม ในที่สุดยักษ์ใหญ่ของฝั่งแอปพลิเคชั่นอย่าง Facebook ก็มีฟีเจอร์ใหม่อย่าง “Live Audio Rooms” ที่จะมางัดข้อกับ Clubhouse โดยเฉพาะ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ ซีอีโอ Facebook ได้พูดถึงฟีเจอร์ใหม่ที่กำลังพัฒนา และคาดว่าจะเปิดตัวใช้งานได้ไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยหลักๆ จะเป็นฟีเจอร์ใหม่รูปแบบเสียงทั้งหมด 3 ฟีเจอร์ด้วยกัน คือ Live Audio Room, Podcasts และ SoundBites

Facebook เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Live Audio Rooms”
ที่มารูปภาพจาก Facebook

Live Audio Rooms

สำหรับฟีเจอร์นี้ จะเป็นการเปิดห้องสนทนา โดยแบ่งกลุ่มตามความสนใจในเรื่องต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้ หรือมุมมอง ความเห็นต่าง ๆ ที่ตนเองสนใจ ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับ Clubhouse เป็นอย่างมาก

Facebook เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Live Audio Rooms”
ที่มารูปภาพจาก Facebook

Podcasts

เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านคลิปเสียงที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จุดนี้เองที่ทำให้ Facebook เกิดไอเดียในการสร้างฟีเจอร์ใหม่นี้ขึ้นมา

โดย Facebook ได้พูดถึงความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน ที่สามารถกดฟัง Podcasts ผ่าน Facebook App ได้เลยโดยตรง และพัฒนาคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้ Podcasts หลายคนต้องพบเจอ รวมไปถึงการพัฒนาฟังก์ชั่นต่าง ๆ เช่น แคปชั่น, การแปลภาษา, ระบบเสียง ฯลฯ เพื่อให้เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

Facebook เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Live Audio Rooms”
ที่มารูปภาพจาก Facebook

SoundBites

เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ผู้ใช้สามารถสร้าง และแชร์คอนเทนต์เสียงสั้น ๆ เช่น การแชร์แนวคิด, มุขตลก, บทวิจารณ์, ASMR หรือคำพูดสร้างแรงบันดาลใจ โดยจะเริ่มทดลองให้บริการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ฟีเจอร์ใหม่ของ Facebook อย่างLive Audio Rooms และ SoundBites อาจกลายเป็นช่องทางในการสามารถสร้างรายได้ใหม่ ๆ ได้ หากนักครีเอเตอร์ต้องการนำไปต่อยอดในด้านต่าง ๆ

นอกจากนี้ Facebook อาจเพิ่มเครื่องมือช่วยสร้างรายได้อื่น ๆ เช่น การให้ดาวในห้องLive Audio Rooms หรือการเปิดให้เข้าฟังในห้องต่าง ๆ แบบเก็บเงินครั้งเดียว แต่จะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ก็คงต้องรอทาง Facebook เปิดเผยหลังจากเปิดฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้งานทั่วได้ใช้งานกันนะคะ

บทความที่คุณอาจสนใจ

ใส่เพลงในโปรไฟล์ Facebook ฟีเจอร์ใหม่ Represent ตัวเองได้ ใน 90 วินาที

ที่มาข้อมูล
Facebook
BBC
Marktingoops

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

บทบาทใหม่ของธุรกิจ เพื่อการดำเนินชีวิตหลังวิกฤตโควิด 19

“แนวโน้มของธุรกิจที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด 19” อีกทั้งยังได้นำ Digital Transformation เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้เป็นที่นิยมและตามทันกระแสโลก จึงเป็นเรื่องที่ต้องปรับและต้องเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต

Published

on

By

จากสถานการณ์โควิด19 ระบาดอย่างรุนแรงทั่วโลก ทำให้หลายภาคส่วนมีการปรับตัวตามสถานการณ์กันอย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ล้วนได้รับผลกระทบอย่างสาหัส และในการเกิดสถานการณ์โควิด19 นี้ จะเห็นได้ว่ามีการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็น Digital Transformation กันมากขึ้น และบทบาทที่สำคัญไปกว่านั้นก็คงจะหนีไม่พ้น Online Platform และ Digital Platform นั่นเอง

แนวโน้มของธุรกิจที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด19 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำการพัฒนาเทคโนโลยี การสื่อสาร มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างมาก แน่นอนเหนือจากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว ยังมีกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถเติบโตหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งใหญ่นี้ได้อีกด้วย

  • ธุรกิจ Cloud Storage

Cloud Storage เป็นธุรกิจที่ในช่วงปีที่ผ่านมามีการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องหลายองค์กรต้องการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในระบบของ Cloud จึงเป็นที่ต้องการของหลายองค์กร อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยให้การทำงานทั้งในบริษัทและการทำงานแบบ Work From Home มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ธุรกิจออนไลน์ / ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (Online / E – Business)

ธุรกิจออนไลน์หรืออิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างก็หันไปทำธุรกรรมผ่านทางออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้หลายภาคส่วนและธุรกิจต่าง ๆ ต้องทำการปรับตัวขายสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์เพื่อความอยู่รอด ไม่เพียงแค่นั้นทุกภาคส่วนจะเข้าสู่การพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งการผลิต การซื้อขายจำหน่ายสินค้า ไปจนถึงการชำระเงิน การรับประกันสินค้า การให้บริการทางการศึกษา และการให้บริการทางสุขภาพ ฯลฯ จะเข้าสู่ระบบออนไลน์ทั้งหมด

  • ธุรกิจ Delivery

วิกฤตโควิด19 ทำให้การจัดส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคมีการขยายตัวสูงขึ้น เพื่อความสะดวกต่อผู้บริโภคที่ไม่ต้องออกจากบ้าน ลดการสัมผัสเชื้อและยังมีการซื้อขายสินค้าและบริการทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งอาหารจากเดลิเวอรี่ ไม่เพียงเท่านั้นวิกฤตโควิดนี้ยังทำให้ธุรกิจการจัดส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในต่างประเทศมีการพัฒนามากขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงและลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

  • ธุรกิจด้านสุขภาพ (Health care)

ในอนาคตธุรกิจด้านสุขภาพจะได้รับความต้องการและมีความจำเป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านยารักษาโรค ด้านอุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์ป้องกันโรคระบาด จะเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองและผู้คนจะให้ความสนใจและมีการลงทุนในธุรกิจด้านนี้มากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพและป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคระบาดมากขึ้น ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพมาแรงและเป็นที่ต้องการและจำเป็นมากที่สุดในอนาคต

  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลต่าง ๆ (Data Related Business)

จากสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญมาก ทั้งในการติดตามข้อมูลของประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การติดตามควบคุมการแพร่ระบาด และติดตามอุปกรณ์การแพทย์โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย รวมถึงการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าเพื่อนำเสนอสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างครบถ้วนและเหมาะสม ทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับข้อมูลจะได้รับการตอบรับและมีการเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก

  • ธุรกิจอาหารแปรรูป

ในช่วงโควิด19 เป็นช่วงที่อาหารสำเร็จรูปได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากการต้องกักตัวอยู่บ้านการพึ่งอาหารสำเร็จรูปมีความสะดวกสบายมากกว่าและสามารถเก็บไว้ได้นาน ทำให้เหล่าอุตสาหกรรมการผลิตได้ทำการต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทั้งผัก ผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ มีการนำแปรรูปใหม่เพื่อให้เก็บได้นานและสะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

6 ธุรกิจที่กำลังจะเติบโตและก้าวหน้าไม่ว่าจะอยู่ในช่วงของการระบาดหรืออยู่ในช่วงผ่านพ้นการระบาดของโควิดไปแล้ว ธุรกิจที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเป็นที่นิยมและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่มีการปรับตัวโดยการนำ Digital Transformation เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจนั้น จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการปรับตัวของธุรกิจเพื่อความอยู่รอดและเพื่อตามกระแสโลกให้ทันทุกสถานการณ์ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : prosoftibiz , innnews , smethailandclub

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
CONTENT TIPS3 วัน ago

พี่มาร์คสั่งลุย สร้าง Metaverse โลกจำลอง เหมือนหนัง Ready Player One

MARKETING TIPS3 วัน ago

iOS 14.5 ทำตัวเลขการเข้าถึงลดลง : รายงาน Digital 2021 July Global Statshot Report

MARKETING TIPS1 สัปดาห์ ago

ช้ำแล้วช้ำอีก #แบนFoodpanda บทเรียนเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงตัวแบรนด์

CONTENT TIPS1 สัปดาห์ ago

Facebook เผย คนไทยเลิฟ ทักแชทชอปปิ้งออนไลน์

CONTENT TIPS1 สัปดาห์ ago

เที่ยวทิพย์ไปกับไฮยีน เอ็กซ์เพิร์ท แคร์ เบสท์ ออริจินส์ ด้วยเทคโนโลยี AR

CONTENT TIPS2 สัปดาห์ ago

เจาะการตลาด Yellowtire.com ขึ้นแท่นเว็บยางอันดับ 1 พร้อม 6 คำแนะนำร้านยางช่วงโควิด

NEWS UPDATE2 สัปดาห์ ago

วันแรกก็โดนเล่นแล้ว “ส่งฟรีทุกออเดอร์” Robinhood เกรียน online เดือดร้อนไปถึงร้านค้า offline

NEWS UPDATE3 สัปดาห์ ago

ShopeeFood เตรียมบุกไทย ตอกย้ำความพร้อมเข้าสู่ตลาด Food Delivery ใน SEA

MARKETING TIPS3 สัปดาห์ ago

ศึกกลยุทธ์ House Brand เมื่อปลาใหญ่สวมรอยเป็นปลาเล็ก ดราม่าสะท้านแบรนด์ใหญ่

MARKETING TIPS3 สัปดาห์ ago

รายงาน MoEngage เผย Personalized Marketing ดันยอด ผู้บริโภค SEA พุ่งมากถึง 22%

CREATIVITY2 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

NEWS UPDATE2 ปี ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

EDUCATION1 ปี ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

LIFESTYLE2 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

EDUCATION2 ปี ago

นักศึกษาจีน โอกาสใหม่ของ (ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยไทย?

EDUCATION1 ปี ago

ข่าวดี! Harvard เปิดให้เรียนออนไลน์ Computer Science ฟรี 9 คอร์ส – ตั้งแต่ For Business ไปจนถึงเขียนเกมส์

NEWS UPDATE2 ปี ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

CREATIVITY2 ปี ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

CONTENT TIPS2 ปี ago

โหลดฟรี! 40 Duotone Gradient Presets For Photoshop

MARKETING TIPS2 ปี ago

สื่อชี้! กรมสรรพากร เล็งจะ ตรวจสอบภาษีโดยตรง ขายของออนไลน์หนาวแน่

Facebook

Trending

278 Views