Connect with us

INNOVATION

คนไทย “ไม่ชอบรอ!” Chatbot จึงตอบโจทย์ – หรือนี่จะเป็นทางรอดสุดท้ายของธุรกิจออนไลน์

เพราะพฤติกรรมคนไทย “ไม่ชอบรอ!” Chatbot จึงตอบโจทย์ – Onechat Startup ไทยมีทั้ง Chatbot ตั้งกลุ่มเป้าหมายยิงแอด พร้อมปุ่ม SELL UP กดปุ๊บขายได้ปั๊บ

Published

on

เพราะพฤติกรรมคนไทย “ไม่ชอบรอ!” Chatbot จึงตอบโจทย์ – และนี่คือทางรอดสุดท้าย OneChat – นวัตกรรม Chatbot ที่ทำได้มากกว่าแค่ตอบแชท แต่ยังตั้งกลุ่มเป้าหมายยิงแอด และมีพร้อมปุ่ม SELL UP กดปุ๊บขายได้ปั๊บ สมัครใช้เลย คลิก : Onechat.ai หรือ H.I.P. Marketing Studio

รู้หรือไม่ว่าอัตราโดยเฉลี่ยในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค
ในช่วงแคมเปญ 11.11 อยู่ที่ 5 วินาทีเพียงเท่านั้น !

เคยสังเกตกันบ้างไหมว่า ในช่วงระยะวลาที่ผ่านมาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ได้มีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง และพัฒนากันแบบก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ซึ่ง “ความรวดเร็ว” เหล่านั้น ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสปอย์ผู้บริโภค จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมที่มีความต้องการความรวดเร็วในทุก ๆ เรื่อง และในทุก ๆ ด้าน จนไม่อยากที่จะรออะไรนาน ๆ อีกต่อไป

เมื่อยุคนี้เป็นยุคที่ความเร็วเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนคุ้นชิน : พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ขายสินค้าและบริการก็ต้องมีการปรับตัวด้วยเช่นกัน และจากสถิติข้อมูลการซื้อขายบนออนไลน์ของประเทศไทย พบว่า

“ คนไทยมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าผ่านการแชทออนไลน์ในระดับสูงสุด โดยร้อยละ 86 ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่าพวกเขารู้ว่าตนเองสามารถสั่งของหรือซื้อผ่านการแชทได้  ร้อยละ 61 กล่าวว่าพวกเขาเคยมีประสบการณ์ในการแชทออนไลน์กับแบรนด์หรือผู้ขายในขณะช้อปปิ้ง และร้อยละ 40 เคยซื้อผ่านการพูดคุยในแชท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการใช้แชทเพื่อซื้อสินค้าทั่วโลกโดยเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ16 “

ข้อมูลจาก : https://www.it24hrs.com/2019/thailand-leading-conversational-commerce/

โดยความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดเป็นแรงกระตุ้นจนทำให้เกิดต้องการสินค้าผ่านแชทออนไลน์นั้น คือ

  • 61% เผย พวกเขาใช้แชทเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าหรือข้อมูลราคา
  • 37% รู้สึกอยากใช้แชทเพราะความรวดเร็วในการตอบกลับโดยทันที

ด้วยความต้องการเหล่านี้ของผู้บริโภค ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่เรียกว่า Chatbot ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและปิดจุดอ่อนของการซื้อขายผ่านแชทสำหรับผู้ค้าออนไลน์ และคุณสมบัติของมันก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตั้งค่าให้สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการได้เพียงเท่านั้น หากแต่ว่ามันยังสามารถโต้ตอบอย่างรวดเร็วแบบ Real Time และยังสามารถที่จะจบการขายได้ด้วยตัวเองอีกด้วย (ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการตั้งค่า)

ข้อดีของ Chatbot

  • Chatbot จะเห็นได้ว่ามันจะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการขายและปิดการขายได้ด้วยตนเอง และตอบกลับในการสื่อสารของลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แปลได้ว่ามันสามารถที่จะลดต้นทุนในด้านของทรัพยากรด้านบุคคลและเวลาให้มากขึ้นได้ โดยที่การซื้อขายยังสามารถเกิดขึ้นได้เฉกเช่นเดิม
  • Chatbot ในปัจจุบันมีหลายฟีเจอร์ในการเข้าตอบคอมเมนท์และดึงเข้าไปคุยต่อใน Inbox ซึ่งจะช่วยทำให้แอดมินเพจไม่พลาด ตอบคอมเมนท์และเก็บลูกค้าเลยสักจุด
  • Chatbot บางเจ้ายังสามารถในการใช้ AI เพื่อเก็บข้อมูลของลูกค้า และสามารถนำมาต่อยอดให้การขายของออนไลน์ต่อยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนข้อเสียที่หากไม่มี Chatbot ล่ะ … หากมองในด้านของการสูญเสียรายได้ล่ะก็ จำนวนลูกค้า 37% ของเราที่หล่นหายไปในระหว่างกระบวนการตัดสินใจซื้อขาย ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก และไม่ควรที่จะพลาดในจุดนี้ไปได้เลย หากคุณต้องการให้เกิดกำไรที่มากขึ้นและยั่งยืนสำหรับตัวธุรกิจของคุณ

……………………………………………………………………………….

Facebook เผย ! คนไทยซื้อออนไลน์เป็นอันดับหนึ่งของโลก

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า คนไทยนั้นมีสถิติการใช้งานโซเซียลมีเดียสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ และไม่ได้เพียงแค่ใช้โซเซี่ยลเก่งอย่างเดียวเพียงเท่านั้น หากแต่ว่ายัง “ช้อปเก่ง” อีกด้วย โดยจากข้อมูลล่าสุดจาก Facebook พบว่า “คนไทยเป็นผู้นำเทรนด์การช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านแชทมากเป็นอันดับ 1”

ดังนั้นการเอา Chatbot เข้ามาช่วยในการซื้อขายออนไลน์ จึงเป็นเรื่องที่ดีและควรทำเป็นอย่างยิ่ง

วันนี้เราจะพากันรู้จักกับ OneChat หนึ่งใน Chatbot เจ้าดังของไทยที่จะทำให้คุณลืมภาพของ Chatbot แบบเดิม ๆ ที่คุณเคยรู้จักมาตลอดชีวิต

เชื่อเหลือเกินว่า! ประสบการณ์ในการใช้ Chatbot ของใครหลายคนจะต้องมีความรู้สึกเช่นนี้แน่นอน “ตั้งค่าแทบตายสุดท้ายได้แค่ตอบสวัสดี”

เพราะว่า OneChat เป็นนวัตกรรมเพื่อการขายของออนไลน์ผ่าน Facebook ที่แท้จริง หรือจะเรียกกว่า Chat AI ที่ตอบสนองตามคำสั่งที่ตั้งค่าไว้และเรียนรู้พฤติกรรมผู้ซื้อไปด้วยก็ว่าได้

ซึ่งยิ่งมีการพูดคุยได้มากขึ้นเท่าไหร่ ตัว Chatbot ของ OneChat ก็จะมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญไปมากกว่านั้น มันยังเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยคนไทย และได้รับการยอมรับจาก Facebook เป็นที่เรียบร้อย

ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าการใช้งานจะมีความปลอดภัยและถูกกฏของ Facebook อย่างแน่นอน (ทำงานร่วมกับ Facebook API 100% จึงการันตีความมั่นใจและความปลอดภัย)

และความสามารถที่นอกเหนือจากการโต้ตอบการผู้ซื้อแล้วนั้น OneChat ก็ยังมีความสามารถที่หลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ตอบคอมเม้นท์ และดึงเข้ากล่องข้อความเพจ ตามที่ตั้ง
  • ช่วยตอบ แชท สุ่มหลากหลายคำตอบได้ไม่จำกัด ตามที่ตั้ง
  • สามารถตอบเป็นข้อความ ภาพ รวมทั้งตัวเลือกให้เลือกตอบ
  • เก็บออเดอร์ลูกค้าอัตโนมัติ
  • เก็บและประมวลผล กลุ่มเป้าหมาย
  • สร้างสีสันและดึงดูดใจลูกค้า

เรียกได้ว่าความสามารถของ และคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ OneChat จะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากสำหรับตัวธุรกิจ เชื่อได้เลยว่ามันจะสามารถที่จะเพิ่มจุดดีและลดจุดด้อย ของการซื้อขายผ่านแชทแบบเดิมๆ ที่ใช้ Admin ที่เป็นตัวบุคคล ที่ยังมีข้อจำกัดในด้านของความรวดเร็วในการตอบ และจำนวนการ Chat ต่อจำนวนลูกค้าที่ยังอยู่ในจำนวนที่น้อยและจำกัดเป็นอย่างมาก

แต่ความสารถของ OneChat ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุด! เจ้า OneChat ยังเปิดตัวเครื่องสุดจิ๊ด โดนใจชาวยิงแอดกันจนเป็นกระแส Audience+ หรือจะเรียกว่า AI ช่วยสร้างกลุ่มเป้าหมายสำหรับยิงแอดแบบทำเงิน ก็ได้

Audience+ AI ระดับเทพ! ตั้งกลุ่มเป้าหมายให้คุณยิงแอดทำเงิน โดยไม่ต้องเครียดวาง Interest

ซึ่ง Audience+ มีความสามารถสุดเจ๋งที่จะวิเคราะห์แยกแยะกลุ่มลูกค้าที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับแฟนเพจของเราได้ (ย้อนหลังกลับไปได้ตั้งแต่สร้างเพจ) ด้วยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามความต้องการซื้อขายที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. กลุ่มที่มีโอกาสซื้อน้อยมาก (Not Purchase)
  2. กลุ่มที่มีโอกาสในการสั่งซื้อ (Add 2 Cart)
  3. กลุ่มที่มีพฤติกรรมในการสั่งซื้อ (Purchase)

แน่นอนว่า “คุณสามารถนำกลุ่มเป้าหมาย (แบบ Custom Audience) ที่ AI สร้างให้เหล่านี้ไปยิงแอด หาลูกค้าได้อย่างสบายใจ” โดยที่ไม่ต้องตั้งกลุ่มเป้าหมายใด ๆ เลย แถมยังเอาตั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายไว้ยิงเพจอื่น ๆ อีกด้วย

โดยกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ คุณยังสามารถที่จะเอาไปต่อยอดได้อีกอาทิ ในแง่ของ Retargeting, Marketing, Upsell หรือ Lookalike เป็นต้น

Facebook ห้ามบรอดแคส ไม่ต้องกังวล! Onechat มี SellNow ปุ่มสร้างยอดที่จะเลือกลูกค้าคนที่จะซื้อให้คุณ!

ถึงแม้ล่าสุดทาง Facebook จะออกกฏเหล็กห้ามบรอดแคสหาลูกค้าผ่านข้อความ ทำเอาหลายธุรกิจต้องรีบปรับตัว และหัวร้อนกันไปตาม ๆ กัน เพราะกว่าจะเก็บ Audience มาได้ก็ยากเย็น

แต่การปรับครั้งนี้ไม่มีปัญหาใด ๆ กับ OneChat เพราะเมื่อไม่นานมานี้ OneChat เพิ่งจะเปิดตัวปุ่ม SellNow ปุ่มดันยอดของจริง ที่จะพูดง่าย ๆ ก็เหมือนจะคล้ายกับการบรอดแคสทั่วไป แต่ที่เหนือกว่า “มันไม่หว่านไปทั่วจนเกิดความรำคาญ” “แต่จะส่งข้อความไปหาคุยแชทกับเรา และมีโอกาสซื้อสูงภายใน 24 ชั่วโมง” ทำให้ปัญหาแอดมินตอบแชทค้างไว้จะต้องหมดไปแน่นอน

เรียกได้ว่ามี OneChat เครื่องมือเดียวก็สามารถตอบได้ครบทุกโจทย์การขายของออนไลน์แล้วครับ ทั้ง Chatbot ทั้งมีกลุ่มเป้าหมายระดับเซียนในการยิงแอดอย่าง Audience+ และมี SellNow ปุ่มดันยอดให้เรียบ ไม่ตกค้างอีกด้วย

อีกทั้งนี้ยังเป็น “นวัตกรรมจากคนไทย เพื่อช่วยธุรกิจคนไทยและเศรษฐกิจไทยให้ดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้และสร้างกำไรที่มากขึ้นด้วย ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะพลาดไปได้อีกแล้ว”

รายละเอียดราคา

อ่านคู่มือ Onechat ได้ที่ : ทำความรู้จัก Onechat

ใครสนใจสามารถสมัครใช้งานได้ที่ : คลิก Onechat.ai หรือ H.I.P. Marketing Studio

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 2 Average: 5]

INNOVATION

พฤติกรรมผู้บริโภคยากแท้หยั่งถึง! เทคโนโลยีจึงสำคัญ Audience+ เลยถือกำเนิด

Published

on

By

หากสนใจสมัครใช้บริการ Audience+ คลิก : สมัครใช้บริการ

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ก็คือเรื่องของ “ความต้องการของผู้บริโภค” ที่เราจะต้องรู้ถึงความต้องการเหล่านั้น เพื่อจะได้นำมาใช้สำหรับการนำเสนอหรือปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการของตัวเอง และเมื่อเรารู้ถึงความต้องการเหล่านั้นแล้ว ต่อมา สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่อง “พฤติกรรมผู้บริโภค” ซึ่งหากเราเข้าใจและรู้ถึงพฤติกรรมเหล่านี้ได้ ก็จะส่งผลดีต่อตัวธุรกิจเป็นอย่างมาก 

แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่อยู่เบื้องหลังก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่างของผู้บริโภคนั้นมีอะไรบ้างละก็ ตามมาดูกันได้เลย กับ 5 ข้อเหล่านี้ 

1. ความจำเป็น  

สิ่งแรกที่ผู้บริโภคจะคำนึงถึงเป็นอย่างแรกก็คือเรื่องของ “ความจำเป็น” ว่ามันมีมากเพียงพอที่จะเกิดการซื้อหรือไม่นั่นเอง 

2. การค้นหาข้อมูลสินค้า/บริการนั้นๆ  

ต่อมาเมื่อได้พิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็น ขั้นตอนต่อมาก็จะเป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้า / บริการนั้นๆ เพื่อใช้สำหรับการประกอบการตัดสินใจ 

3. ประเมินตัวเลือกอื่นๆ ที่หลากหลาย  

เมื่อหาข้อมูลแล้ว ก็จะพบสิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องของสินค้าที่มีความเหมือน คล้ายคลึง หรือใช้ทดแทนกันได้ขึ้นมาในระหว่างการหาข้อมูล ซึ่งความหลากหลายนี้นั้น ก็มีทั้งข้อดีในแง่ของที่สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติหรือความคุ้มค่าได้ แต่ข้อเสียก็คือจะมาทำให้เกิดความสับสนในด้านของการตัดสินใจ

4. ตัดสินใจซื้อ  

หลังจากเสร็จสิ้นกับกระบวนการประเมินตัวเลือกแล้ว ผู้บริโภคก็จะสามารถเลือกได้ว่าสินค้าที่สนใจตั้งแต่แรกนั้นจะซื้อตัวเดิมที่สนใจหรือไม่ หรือว่าตัวเลือกอาจจะเปลี่ยนไปเมื่อประเมินเทียบกับตัวเลือกอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคจำคำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นส่วนสำคัญ

5. พฤติกรรมหลังการซื้อ  

เมื่อเลือกตัดสินใจเลือกซื้อแล้ว จากนั้นก็จะเป็นการประมวลผลลัพธ์จากประสบการณ์ใช้ ซึ่งจะใช้ข้อมูลที่หามาจากข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติหรือฟังก์ชัน ว่าสามารถตอบสนองได้อย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ 

จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะเกิดการซื้อสินค้าของผู้บริโภคนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ แบบที่คาดคิดกันไว้ หากแต่ว่ามีหลายขั้นตอนที่อยู่เบื้องหลังเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าความซับซ้อนและความหลากหลายของพฤติกรรมการซื้อของลูกค้านั้น ทำให้แต่เดิมทางตัวธุรกิจจะต้องใช้นักการตลาดที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อที่จะแยกลูกค้าเหล่านั้นออกมาเป็นแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การประชาสัมพันธ์ไปสู่แต่ละช่องทางที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อจำกัดของขั้นตอนนี้นั้น คือเรื่องของการใช้เวลาและงบประมาณที่สูง 

การตลาดแบบ Offline สู่ การตลาดแบบ Online 

จากอดีตสู่ปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ซึ่งหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการตลาดก็คือการเปลี่ยนแฟลตฟอร์มจาก Offline สู่ Online ที่มากขึ้น ทำให้พื้นที่เป้าหมายในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์จึงไม่ได้หมายถึงสถานที่ใด สถานที่หนึ่งอีกต่อไป แต่หมายถึงแฟลตฟอร์มต่าง ๆ แทน ซึ่ง ณ ที่นี้ของเน้นช่องทางสื่อโซเซียลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่าง Facebook 

ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นช่องทางออนไลน์ที่ใหญ่และกว้างมาก ๆ โดยเพียงแค่บัญชีผู้ใช้งานชาวไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ก็มีตัวเลขที่สูงถึง 45 ล้านบัญชี ทำให้การที่ธุรกิจจะสร้างการรับรู้การมีตัวตนของธุรกิจ จะต้องอาศัยการยิง AD เข้ามาช่วย 

แต่เชื่อได้เลยว่า ต่อให้คุณจะเป็นคนทำธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรง หรือเจ้าเก่า มือเก่าก็ตามแต่ ก็อาจจะยังไม่สามารถเข้าใจถึงการยิง AD Facebook อย่างแท้จริง ทำให้กรณีของการตั้งค่า ADS ที่ใหญ่และกว้างมากจนเกินไป ซึ่งข้อเสียก็คือทำให้ต้นทุนในการโฆษณานั้นสูง ทำให้หากตัวธุรกิจอยากจะเพิ่มกำไรและลดต้นทุน การตั้งค่า ADS ให้เจาะจงและตรงกลุ่มมากขึ้น 

ตั้งค่าการยิง AD Facebook อย่างไร? ให้มันอัตราค่าโฆษณาต้นทุนที่ต่ำลง 

การตั้งค่าการยิง AD ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เป็นคำพูดง่าย ๆ ที่ทำได้ยาก นั้นก็เพราะว่าคุณจะต้องไปศึกษา Inside ลึก ๆ ของกลุ่มลูกค้าของเรา จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อใส่ในการตั้งค่า AD Facebook อีกครั้งหนึ่ง 

ด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและหลากหลาย ก็เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในการตั้งค่า แต่นั่นจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปถ้าคุณได้รู้จักกับนวัตกรรมดี ๆ แห่งยุคอย่าง Audience+ 

Audience+ นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาและต่อยอดมาจาก OneChat ด้วยทำหน้าที่ในการอ่านและประมวลผลทุก ๆ ข้อความเข้ามาสู่ระบบของเพจ จากนั้นตัว AI ของโปรแกรมจะอ่านค่าและวิเคราะห์ข้อมูลถึงพฤติกรรมลูกค้าให้ออกมาเป็นกลุ่ม ๆ 

ซึ่งความพิเศษที่น่าสนใจของมันก็คือ มันสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ลูกค้ามีฟฤติกรรมแบบไหน สนใจแต่ไหน และยังสามารถรู้ลึกไปจนถึงขั้นที่ว่าลูกค้าคนไหนที่มีแนวโน้มที่จะซื้อหรือไม่ซื้ออีกด้วย 

ระบบการทำงานของ Audience+ 

คือ การประมวลผลและคัดแยกประเภทของลูกค้าจาก คำพูด ระยะเวลา และพฤติกรรมต่าง ๆ โดยแบ่งแยกออกมาเป็น 3 กลุ่มได้ดังนี้ 

1. NotPurchase คนไม่ซื้อ

2. Add2Cart คนที่มีโอกาสในการสั่งซื้อ 

3. Purchase คนที่มีพฤติกรรมในการสั่งซื้อ 

ข้อมูลที่ได้มานี้ สามารถนำไปต่อยอดในการยิง AD ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Retargeting , Marketing , Upsell , Lookalike เป็นต้น 

และจากข้อมูลที่ได้มาเป็นประเภทของลูกค้า 3 กลุ่มนั่น Audience+ จะ Export ผลการวิเคราะห์ที่ได้ในแต่ละประเภทออกมาเป็น “กลุ่มเป้าหมาย” ในเครื่องมือของการยิง AD Facebook โดยคุณสามารถที่จะกดลงโฆษณาได้เลย 

แน่นอนว่าทำง่ายทำให้คุณลืมขึ้นตอนของความยุ่งยากและซับซ้อนจากการมานั่งวิเคราะห์เองไปได้เลย อีกทั้งผลลัพธ์ที่ได้ ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 

1. ยิง ADS ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น 

2. ต้นทุนค่าโฆษณาอยู่ในอัตราที่คุ้มค่าและต่ำลง 

3. เกิดยอดขายให้กับธุรกิจที่มากขึ้น 

4. ลดต้นทุนและขั้นตอนการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเอง 

รายละเอียดราคา 

หากสนใจสมัครใช้บริการ Audience+ คลิก : สมัครใช้บริการ

เมื่อโลกมีการเดินหน้า และนวัตกรรมมีการพัฒนาที่ช่วยทำลดความยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่ใช้ Audience+ อีกต่อไปแล้ว มาเริ่มต้นลดต้นทุนให้ลดลง เพิ่มยอดขายและกำไรที่มากขึ้น จากนวัตกรรมดี ๆ ของคนไทย เพื่อธุรกิจไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างไม่มีสะดุด … พลาดไม่ได้แล้ว 

หากสนใจสมัครใช้บริการ Audience+ คลิก : สมัครใช้บริการ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

EDUCATION

E-Sport ยังเป็นแค่เกม หรือกลายเป็นสงครามของนักธุรกิจ ?

Published

on

“ไม่มีใครเคยคิดว่าการเล่นเกม ณ อดีตจะก้าวข้ามมาไกลจนกลายเป็นเกมธุรกิจ”

กว่าการเดินทางของ E-Sport จะเดินก้าวข้ามมาได้ไกลขนาดนี้นับได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ใครหลายๆ คนเป็นต้องต่างตกใจ เพราะวันหนึ่งไม่มีใครคิดว่าจากการเล่นเกมธรรมดาๆ มีเวทีการแข่งขันแค่ในเฉพาะหมู่ จะกลายมาเป็นการแข่งขันที่มีความจริงจังและเข้มข้นพอๆ กับการดูฟุตบอลคู่แดงเดือด ที่มีเงินรางวัลสูงสุดถึง 100 ล้านดอลลาร์ ณ ปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของ E-Sport

เอาจริงๆ แล้ว E-Sport ไม่ได้มีมาเมื่อ 5-7 ปีที่แล้วแต่มันมีมานานมากแล้วตั้งแต่ปี 1972 ซึ่งผู้ริเริ่มของการแข่งขัน E-Sport นั้นก็คือ “Stanford University” และเกมแรกจริงๆ คือ “SPACEWAR”

เกม “SPACEWAR” ปี 1972

และหลังจากนั้นก็มีรายการแข่งขันยาวเป็นหางเว่าตามมาติดๆ เกมดังบ้างไม่ดังบ้างเกมนอกกระแสเกมไล่มาจนถึง ณ ปัจจุบัน อย่าง Dota 2 ที่กลายเป็นเกมที่มีเงินรางวัลสูงสุดถึง 32,891,042 ดอลลาร์ฯ หรือ ‪1,013,701,914 บาท

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ E-Sport บูมขึ้น

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะไปไหน นั่งรอเพื่อนที่ห้าง หรือ การเข้าหาเพื่อนในยุคของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้คงหนีไม่พ้นการเล่นเกมส์ และหากคุณสังเกตุดีๆ คุณอาจเจอผู้คนทำกิจกรรมเกี่ยวกับ E-Sport อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ไปจนกระทั่งการดูคลิปการแข่งขัน (หรือ Cast เกมส์) ต่างๆ

การดู E-Sport ในประเทศไทยในกลุ่มอาเซียนมีคนดูสูงถึง 24-33%

ซึ่งจากสถิติข้างบนจึงบ่งบอกได้ว่าคนไทยและคนในกลุ่มอาเซียนนั้นมีการดูกีฬา E-Sport สูงกว่าค่าของโลกและนอกจากคนดูแล้วอีก 26% มีคอนเทนส์แคสเกมส์ในเชิง E-Sport อีกเพียบ หากให้พูดถึงนักทำคอนเทนส์แคสเกมส์ก็คนหนีไม่พ้นพวกเค้าเหล่านี้

และนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้วงการ E-Sport บูมขึ้นมาทันตาเห็นจน ณ ปัจจุบันบริษัทแบรนด์ใหญ่ๆ ดังซึ่งได้เข้ามาสนับสนุนและให้ความสนใจจนกระทั่งลงทุนเพื่อเพิ่มยอดขายให้กำไรผ่าน การเล่น การดู ของทั่งคนดูและผู้เล่นด้วยกัน

ทำไมนักธุรกิจถึงอยากลงทุนกับ E-Sport

หากจะถามว่าทำไม E-Sport ถึงดึงดูให้นักธุรกิจหลากหลายแบรนด์หันเข้ามาสนใจในเรื่องการลงทุนก็คงเป็นเรื่องของการเติบโตทางด้าน E-Sport ที่ดีดขึ้นสูงในทุกๆ ปีตั้งแต่ปี 2017-2020 และอาจสูงขึ้นเรื่องๆ เป็นเท่าตัวซึ่งจะสามารถดูได้จากกราฟ


▪ อัตราการเติบโตของรายได้อีสปอร์ตทั่วโลกปี 2017-2020
▪ อัตราการเติบโตของจำนวนผู้ชมอีสปอร์ตทั่วโลกปี 2017-2020

ขอบคุณภาพจาก : https://www.scbeic.com/th/detail/product/4860

ขอบคุณภาพจาก : https://www.scbeic.com/th/detail/product/4860

ด้วยเหตุผลที่บอกไปข้างต้นจึงทำให้นักลงทุนใหญ่ๆ จากทุกมุมโลกมาสนใจ E-Sport นี้มากไม่ว่าจะเป็น

▪ บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Coca Cola,Intel,red bull,Acer,Samsung
▪ ทีมสโมสรกีฬา เช่น Manchester City,Paris Saint Germain,Roma

ส่วนธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มการเติบโตของ E-Sport

ด้วยการที่วงการอีสปอร์ตจะมีอัตราการเติบโตที่สูงต่อไปในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ที่มองดูด้วยตัวของเม็ดเงินแล้วแล้วอาจจะสูงขึ้นเป็นอีก 2-3 เท่าตัวจากปัจจุบันและในอนาคตธุรกิจที่จะได้รับแนวโน้มจากการเติบโตของ E-Sport คงไม่น่านี้พ้น 5 ธุรกิจดังนี้

1. ธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์สปอนเซอร์สร้างแบรนด์เป็นหลัก

จากรายงานของ Newzoo บอกชัดว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีคนสนใจ E-Sport อยู่ 9.5 ล้านคน มีคนไทยอยู่ 1.1 ล้านคน  ตอนนี้มีคนดู E-Sport เป็นประจำทั่วโลกกว่า 190 ล้านคน มีคนดูเป็นครั้งคราวอยู่ที่ 194 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 20% ทุกปี เกมอย่าง League of Legend กลายมาเป็น E-Sport โดยเฉพาะในจีนที่มีคนดูในรอบชิงแชมป์ทัวร์นาเมนท์ที่สเตเดี้ยมกว่า 60,000 คน

ดังนั้นไม่มีจังหวะไหนที่จะเหมาะกับการเข้ามาเป็นสปอนเซอน์ในอีเวนท์ E-Sport หรือทีมกีฬา ได้ดีเท่าตอนนี้อีกแล้วตัวอย่างเช่น…

coca cola & overwatch

Intel esport

redbull esports

Samsung ที่สนับสนุนนักกีฬา eSport

ข้อมูลเม็ดเงินจาก : Newzoo

ในวงการ eSport เม็ดเงินส่วนใหญ่จะมาจากโฆษณาและสปอนเซอร์เป็นหลัก

2. ธุรกิจ Gaming Gear และอินเตอร์เน็ตคาเฟ่

ไม่ว่าจะเป็นเมาส์เล่นเกม Logitech G Pro ที่เปิดตัวกลางปีนี้ ที่เป็นรุ่นต่อจาก Logitech G100S ที่หมู่นักแข่ง E-Sport ใช้กัน BenQ ที่มีเกมมิ่งเกียร์และจอมอนิเตอร์ใต้แบรนด์ Zowie ที่มีข่าวเมื่อกลางปีที่แล้วก็สนใจบุกตลาดคนเล่น E-Sport ส่วนแบรนด์อื่นๆที่บรรดาคอเกมเมอร์รู้จักดีอย่าง Razer, Roccat, CM Storm และ  Tt E-Sport  ก็มีโอกาสทำยอดขายในกระแส E-Sport

อุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ Razar

ส่วนร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เล็กใหญ่ก็มีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้งเพราะมันไม่ใช่แค่ร้านสำหรับคนที่ถูกมองว่าเป็นเด็กติดเกม แต่มันกลายเป็นสถานที่ไว้ฝึกซ้อม E-Sport ด้วย

ร้านคาเฟ่อินเตอร์เน็ต Mine Cafe’ by J.I.B.

ซึ่งทำให้ยอดขายจากทั่วโลกในตลาดนี้ช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนเพิ่มขึ้นถึง 56% จากปีที่แล้ว มีมูลค่าสูงมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท รวมถึงมูลค่าตลาดอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ในไทยอยู่ที่ 4 ร้อยล้านบาทในปี 2015 ซึ่งเติบโตจากปี 2014 ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ราว 3.2 ร้อยล้านบาท

3. ธุรกิจผู้ให้บริการเกม

ก็ยังคงหนีไม่พ้นเกมยอดฮิตอย่าง League of Legends (LoL), HoN, Fifa Online, Pointbreak GSL, Blade & Soul, Starcraft 2, Hearthstone, NBA 2K และอื่นๆอีกเพียบ ซึ่งงานนี้ธุรกิจหลักอย่าง Ailsport, Tencent และ Garena ก็เข้ามาช่วยจัดการแข่งขันในวงการ E-Sport ซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา Garena เปิดเผยว่า การแข่งขันอย่าง GarenaStar League เป็นการแข่ง E-Sport ที่ใหญ่ที่สุดในแถบอาเซียน มีคนร่วมงานกว่า  150,000 คนมีคนดูออนไลน์อีก 250,000 คน

4. ธุรกิจการท่องเที่ยว

ยกตัวอย่างจากประเทศไทยที่มีจุดเด่นติดหนึ่งในอันดับประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกมาโดยตลอดแล้ว การมีอุตสาหกรรมอีสปอร์ตก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะแฟนกีฬาอีสปอร์ตมาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมประเทศไทยมากยิ่งขึ้นผ่านการจัดงานอีเวนท์ขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น มหกรรมเกมอีสปอร์ต ดิจิทัลคอนเทนท์ วันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2018 ที่ผ่านมา

ทางบริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงาน Garena World: eSports for all ที่จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ซึ่งเป็นมหกรรมเกมและอีสปอร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพื้นที่รองรับผู้คนมากกว่า 2 แสนคน ทั้งนี้ มีผู้ชมร่วมกว่า 1 แสนคน ทั้งผู้ประกอบการชาวไทยและชาวต่างชาติที่สนใจมาดูงาน อีสปอร์ตจึงสามารถมีส่วนร่วมในการเพิ่มสีสันให้อุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ในทางอ้อม

5. ธุรกิจแฟชั่น

จะบอกว่ายิ่งมีการเติมโตที่มากขึ้นการทำทีมของ E-Sport ก็สูงขึ้นทุกๆ ปีจนทำให้มีการตัดชุดเสื้อผ้าจนไปถึงอุปกรณ์แต่งตัวให้เหมาะกับการเล่นกีฬา E-Sport ที่มากขึ้นยิ่งกว่าเดิมหรือการ เปลี่ยนรูปแบบของเสื้อ เช่น

รูปแบบเสื้อจาก : MiTh

รองเท้าสำหรับ E-Sport จาก : Puma

เสื้อจาก : Nike

และแน่นอนว่า “พวกที่เล่นเกมจนกลายเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวได้ ซึ่งต่างจากเด็กติดเกมตรงที่นักกีฬาพวกนี้ไม่ได้เล่นเกมกันจนลืมเวลา แต่ตรงกันข้ามคือแบ่งเวลา มีวินัยในการฝึกซ้อมและศึกษาวิธีการเล่นการเอาชนะกันอย่างจริงจัง เงินเดือนก็ใช่ย่อย ตกอยู่เดือนละ 50,000 บาท ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสัญญาของต้นสังกัด”

ซึ่งทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมอีสปอร์ตนั้นคาดว่าจะเติบโตได้อีกจากการที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วรวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐผลักดันให้เป็นกีฬาเต็มตัว และภาคการศึกษาที่เริ่มเปิดกว้างและขยายหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรในวงการอีสปอร์ตให้ทันความต้องการในตลาด

ถือเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอีสปอร์ตที่ควรจะมีแผนในการต่อยอดและใช้ประโยชน์จากการเติบโตของอีสปอร์ตในไทย เช่น การจัดสถานที่การแข่งขันของกีฬาอีสปอร์ตอย่างเป็นทางการ การร่วมมือกับทางผู้ให้บริการเกมจัดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ต ระดับโลกในไทยให้มากขึ้นเพื่อให้ไทยเป็นที่ยอมรับทั่วโลกในวงการอีสปอร์ต หรือการพัฒนาสินค้าและบริการให้ทันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนในวงการอีสปอร์ต เป็นต้น

ซึ่งการร่วมมือผลักดันทั้งจากภาครัฐและเอกชนจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตของไทยพัฒนา ทำให้อุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอีสปอร์ตสามารถเติบโตต่อไปได้ในยุคที่เกมและกีฬาถูกผนึกเข้าด้วยกันจากเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล

ขอขอบคุณของมูลดีจาก : Marketingoops , SCB , Digitalmarketingwow , Thumbsup , Bangkokbiznews

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INNOVATION

คนไทยใช้ Google น้อยจริงหรือ ? มาเช็ก DATA ไปพร้อมกัน

Published

on

กำลังร้อนแรงกับกระแส ประชาชนไทยไม่ใช้ Google ที่ท่านนายกได้กล่าวไว้ส่วนหนึ่งของปาฐกถาที่สถาบัน Asia Society ไว้ว่า

“ถ้าผมอยากรูู้ชื่อท่านผมก็เปิดออกมา” ประวัติและเรื่องราวต่างๆ Google มีหมด ทุกเรื่อง

“พวกเราเป็นนักบริหารจะเปิด Google ส่วนใหญ่ ประชาชนจะไม่ค่อยเปิดกูเกิล นั่นแหละที่ทำให้ปัญหามันเกิดขึ้น เพราะเขาไม่เรียนรู้ เพราะงั้นการเรียนรู้จากโทรศัพท์ จากโซเชียลมีเดียมีประโยชน์”

วันนี้เราเลยจะพามาหาคำตอบกันว่า จริงๆแล้วประชาชนไทยทั่วไปใช้ Google กันหรือไม่ ?

อ้างอิงข้อมูลจาก ข้อมูลของ Thailand Digital 2019 โดย We are Social และ Hootsuite พบว่า สถิติการใช้อินเตอร์เน็ตของคนไทย ในชีวิตประจำวันมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมไปถึงสถิติการใช้งาน Google ของคนไทยด้วยเช่นเดียวกัน

สังเกตได้จาก Data พบว่า ผู้ใช้อินเตอร์ชาวไทย มีมากถึง 57 ล้านคน หรือคิดเป็น 82% ของประชากรทั้งหมด 69.24 ล้านคนเลยทีเดียว ทั้งนี้ยังพบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับการใช้งานผ่านมือถือ

การสถิติการจัดอันดับการเข้าถึงเว็ปไซต์ของคนไทยอย่าง Similarweb และ Alexa พบว่า Google มีการเข้าถึงเป็นอันดับ 1 ทั้งคู่ โดยมี ทราฟฟิกต่อเดือนอยู่ที่ 494,100,000 ครั้งเลยทีเดียว

และเมื่อพูดถึงระยะเวลาการอยู่บน Google ก็พบตัวเลขที่น่าสนใจอีกเช่นกัน เพราะมีเวลาเฉลี่ยค่อครั้งอยู่ถึง 8 นาที 37 วินาที ใช้งานอยู่ที่ 9.2 หน้า

จากตัวเลขก็พบจะสรุปได้ว่า “คนไทยมากกว่า 82% ของประชากรทั้งหมด มีการใช้อินเตอร์และ Google ค้นหาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง”

ที่มา : Thailand Digital 2019 โดย We are Social และ Hootsuite

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
CREATIVITY1 ชั่วโมง ago

ถอดรหัสความแรงของ TikTok และพาส่องภาพรวมความบันเทิงในช่วง COVID-19

LIFESTYLE3 วัน ago

สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา “เปิดสอนทำอาหารออนไลน์” เรียนฟรี!! ไม่ต้องลงทะเบียน

CONTENT TIPS4 วัน ago

ทำความเข้าใจ “การตลาดอิงดราม่า” ทำไมถูกใจคนไทย !? พร้อมสรุปเทคนิคการสร้างคอนเทนท์ดราม่า

LIFESTYLE2 สัปดาห์ ago

เจาะใจไรเดอร์ สถานการณ์ Grab Food เชียงใหม่ ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ?

CREATIVITY3 สัปดาห์ ago

สสว. เปิดคอร์สออนไลน์สายปั้นคอนเทนท์ “ดิจิคอนเทนต์ From Idea To Idol” ฟรี!!

NEWS UPDATE3 สัปดาห์ ago

บรรเทาทุกข์ COVID 19 กรมสรรพากรลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 1.5%

LIFESTYLE1 เดือน ago

“รวม 10 Podcasts ทั้งไทยและเทศ ที่คนทำธุรกิจไม่ฟัง … ไม่ได้แล้ว”

INNOVATION2 เดือน ago

พฤติกรรมผู้บริโภคยากแท้หยั่งถึง! เทคโนโลยีจึงสำคัญ Audience+ เลยถือกำเนิด

MARKETING TIPS2 เดือน ago

“Line” แอปพลิเคชันยืนหนึ่งในโซเชียลมีเดียไทย กับสถิติสุดเจ๋ง ที่ติดตาม

NEWS UPDATE2 เดือน ago

สรุป 100 Trends ที่จะทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของบริโภคในปี 2020

NEWS UPDATE3 เดือน ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

NEWS UPDATE1 ปี ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

CREATIVITY12 เดือน ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

CREATIVITY1 ปี ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

LIFESTYLE1 ปี ago

มนต์เสน่ห์ที่ถูกลืมของกล้องฟิล์ม ถูกปลุกคืนชีพด้วยเหล่าคนดัง!

CONTENT TIPS10 เดือน ago

บรีฟให้เคลียร์! อะไรคือการวัดผลแบบ Quality Ranking ใน Facebook Ads

CREATIVITY7 เดือน ago

Pornhub ปล่อยแคมเปญ “หนังโป๊ที่สกปรกที่สุด” หวังคนตระหนัก “ปัญหาขยะในทะเล”

MARKETING TIPS7 เดือน ago

สรุปแบบสั้นมาก “ยิงแอดแบบ Funnel คืออีหยัง!? ทำไมพูดถึงกันจัง”

NEWS UPDATE2 เดือน ago

สรุป 100 Trends ที่จะทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของบริโภคในปี 2020

LIFESTYLE1 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

Facebook

Trending