Connect with us

MARKETING TIPS

“คุณแม่ยุคใหม่ หัวใจดิจิทัล” เจาะลึกอินไซต์กับพฤติกรรมการซื้อผ่าน E-Commerce ของเหล่าคุณแม่

Published

on

งานวิจัยของ iPrice บริษัทวิจัยการตลาดอีคอมเมิร์ซใน SEA เผย ! ประเภทของธุรกิจ E-Commerce ที่เน้นการนำเสนอสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่มาแรงในปี 2019 ที่ผ่านมา คือ สินค้าสำหรับแม่และเด็ก 

ซึ่งจากสถิติจะพบอีกว่า กำลังซื้อในกลุ่มแม่และเด็กมีกำลังซื้อที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จน ณ ปัจจุบัน ก็เรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงสุดอีกด้วย นั่นก็เพราะว่ากลุ่มดังกล่าวนี้นั้น มีสินค้าที่จำเป็นมากมาย และที่สำคัญ สินค้าที่กลุ่มคนเหล่านี้ซื้อนั้นก็ซื้อเพื่อลูกด้วยกันทั้งสิ้น 

มากไปกว่านั้น เมื่อวันเวลาผ่านไป มิติของความเป็นแม่ ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย ที่จากเดิมจะเน้นการเลี้ยงลูกโดยผ่านการรับรู้วิธีการเลี้ยงดูจากรุ่นสู่รุ่น ก็มีการปรับเป็นการเลี้ยงรู้แบบใหม่ ที่มีการผสมผสานจากความรู้บนสื่ออินเตอร์เน็ตให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่แบบดั่งเดิม 

คุณแม่ยุคดิจิตอล ซังกุงสูงสุดผู้มีอำนาจในการซื้อ !  

สำหรับในบริบทของสังคมไทย จะเห็นได้ว่าผู้ที่เป็นคนมีอำนาจตัดสินใจอันดับหนึ่งในการซื้อของเข้าบ้านก็คือ “แม่” ซึ่งแน่นอนว่าตรงกับผลสำรวจที่ยังคงเป็นเช่นนั้น และยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยสถิติที่คุณแม่ที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อหรือใช้จ่ายเป็นอันดับที่หนึ่งของบ้านอยู่สูงสุดถึง 89%  

ซึ่งสถิติเหล่านั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดเดากันสักเท่าไหร่สำหรับเรา แต่เรื่องที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ ก่อนที่จะเกิดเป็นพฤติกรรมการซื้อของเหล่าคุณแม่ในยุคดิจิตอลนั้น คุณรู้หรือไม่ว่า มันกระบวนการ ขั้นตอน หรือ อินไซต์อย่างไร เพราะแน่นอนว่าผู้ที่ขึ้นซื้อว่าเป็นคุณแม่แล้วนั้น ส่วนใหญ่แล้วการซื้อจะไม่ได้เกิดจากแค่ความอยากได้เพียงอย่างเดียวแน่นอน  

1.พฤติกรรมการหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ  

จากการศึกษาพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มคุณแม่ชาวไทยในช่วงอายุ 25 – 34 ปี มีจำนวนมากกว่า 45.1 % ที่มีความนิยมในการอ่านวิธีเลือกซื้อสินค้าก่อนสั่งซื้อสินค้าจริง ซึ่งคาดคะเนว่าเกิดขึ้นได้จากรูปแบบการเลี้ยงดูลูกที่เน้นความปลอดภัยที่มากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้นนั่นเอง โดยสถิตการหาข้อมูลจะมีมากยิ่งขึ้น ละเอียดมากขึ้น ในกลุ่มของคุณแม่วัยใส ที่อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาก่อน 

2. ตัวเลขสถิติการซื้อที่ใกล้เคียงกันของเหล่าคุณแม่กับคุณพ่อ 

ประเด็นที่น่าสนใจต่อมา คือส่วนตัวเลขสถิติที่มีอัตราความใกล้เคียงกันด้านการซื้อสินค้าในประเภทของแม่และเด็ก ของผู้เป็นแม่และพ่อ ซึ่งคุณแม่มีตัวเลขสถิติการซื้ออยู่ประมาณ 57.48 % ซึึ่งต่างจากตัวเลขสถิตการซื้อของคุณพ่ออยู่เพียงแค่ 14.69 % เพียงเท่านั้น ที่มีสถิติอยู่ที่ 42.52 % โดยเชื่อได้ว่าตัวเลขดังกล่าวนี้มีความหมายโดยนัยยะ จากพฤติกรรมของเหล่าคุณแม่ที่เน้นการหาข้อมูลและเลือกสินค้าเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นจึงค่อยส่งสินค้าที่สนใจและต้องการซื้อไปให้กับเหล่าคุณพ่อให้เป็นผู้จ่ายเงินนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าพ่อบ้านใจกล้าคงปฎิเสธได้ … ซะที่ไหน ทำให้ตัวเลขสถิติเหล่านี้นั้น มีความใกล้เคียงอย่างมีนัยยะคำสัญนั่นเอง 

3. เลือกการชำระเงินผ่าน “การเก็บเงินปลายทาง” มากที่สุด 

การแข่งขันในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่รับบริการขนส่งสินค้าต่าง ๆ มากมายนั้น ก็ได้มีการพัฒนาบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มากขึ้น ซึ่งบริการที่เรากำลังจะพูดถึงใน ณ ที่นี่ ก็คือการ “เก็บเงินปลายทาง” ที่เป็นบริการที่สามารถสร้างความประสบการณ์ความมั่นใจและความปลอดภัยในการซื้อของเหล่าคุณแม่มากขึ้น จากเดิมที่อาจจะกลัวที่จะต้องโดนหลอกอีกด้วย มากไปกว่านั้น การชำระเงินในรูปแบบดังกล่าว ก็สามารถทำให้เหล่าคุณแม่ชำระเงินเพร้อมกับรับสินค้าได้เลยทันที  

จะเห็นได้ว่าสถิติการซื้อสินค้าของเหล่าคุณแม่มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นและคาดคะเนว่าจะมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปสักเท่าไหร่ คุณแม่ในบริบทสังคมไทย ก็ยังคงเป็นคุณแม่ในรูปแบบที่เราคุ้นชินและคุ้นเคยกันอยู่ นั่นก็คือพฤติกรรมและความต้องการที่จะให้สิงที่ดีที่สุดให้กับลูกของตน และก็ปฎิเสธไม่ได้หรอกว่า “แม่” เป็นบุคคลที่หาของที่เก่งที่สุดในโลก ไม่เชื่อลองมองย้อนกลับไปที่ตัวเองดูสิ ว่าเวลาที่หาของในบ้านไม่เจอ จะเรียกใครเป็นคนแรก … จริงมั้ย 

ที่มา : https://www.marketingoops.com/news/ecommerce/e-commerce-trend-behavior-mom/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

MARKETING TIPS

“Line” แอปพลิเคชันยืนหนึ่งในโซเชียลมีเดียไทย กับสถิติสุดเจ๋ง ที่ติดตาม

Published

on

By

ข้อมูลอ้างอิงจาก : LINE Thailand – Official

Line แอปพลิเคชันที่ถือว่ายืนหนึ่งในวงการณ์แฟลตฟอร์มด้าน Massenger ที่ครองใจผู้ใช้งานชาวไทยได้อยากมากมายกว่า 45 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ใช้เฉพาะแค่ในประเทศไทยเองนั้นจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าจากการให้บริการที่มีความหลากหลาย และตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นด้านของการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล หรือแม้แต่จะเป็นการติดต่อสื่อสารในระหว่างองค์กร 

โดยมีสถิติที่น่าสนใจในเรื่องของพฤติกรรมผู้ใช้งานชาวไทยในปี 2019 ที่ผ่านมา ว่าเป็นประเทศที่มีการใช้งานสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก และก็ยังมีการใช้งานอย่างหนาแน่นมากขึ้นในช่วงของเทศกาลต่างๆ ของประเทศไทยอีกด้วย 

แต่นั้นก็เป็นเพียงสถิติส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งเพียงเท่านั้น เพราะว่ามันยังมีประเด็นที่น่าสนใจที่มากกว่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าในวันนี้เราได้รวบรวมเอามาบอกคุณกันในบทความนี้แล้ว ว่าแต่จะมีประเด็นอะไรบ้าง และมีข้อมูลส่วนไหนที่น่าสนใจบ้าง … ตามมาดูกัน 

Line Call อันดับหนึ่งของโลก 

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Line นอกจากจะสามารถส่งข้อความที่เป็น Text ได้แล้วนั้น ก็ยังมีฟีเจอร์ที่มีความสามารถในการโทรหากันระหว่างอุปกรณ์ได้ และแน่นอนว่าฟีเจอร์นี้เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ใช้งานชาวไทยเป็นอย่างมาก จนทำให้สถิติการใช้งานของการ Line Call ของคนไทยนั้นติดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยมียอดการใช้งานเฉลี่ยวันล่ะ 49 ล้านครั้ง 

ำพูดยอดนิยมในการส่งเป็นสติกเกอร์ของผู้ใช้งาน Line ชาวไทย 

หากใครเถียงว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นสยามเมืองยิ้ม อยากจะขอเถียงหัวชนฝา เพราะว่าประโยคหรือคำพูดที่ผู้ใช้งาน Line ชาวไทยใช้ที่ส่งเป็นสติกเกอร์นั้น มีคำว่า “555” ติดอยู่เป็นอันดับต้นๆ 

เรียกได้ว่านอกจากเป็นสยามเมืองยิ้มแล้วนั้น ก็ยังเป็นสยามเมืองให้ความอารมณ์ดีอีกด้วย โดยประโยคยอดฮิตต่างๆ ก็มีเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น Hello Love OK และ Thank you ส่วนช่วงเวลาที่คนส่งสติกเกอร์เยอะที่สุด อยู่ที่ตรงช่วงเวลาตั้งแต่ 4 ทุ่ม จนถึงเที่ยงคืน เรียกได้ว่าอาจจะง่วงจนขี้เกียจตอบประโยคคำพูดยาวๆ หรืออาจจะมีกิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจไปจากการสนทนาก็ได้ 

https://www.facebook.com/Thailand.Line/photos/pcb.3254740464542287/3254738714542462/

สิ่งที่ทำให้สติกเกอร์ได้รับความนิยมและถูกใช้งานเป็นอย่างมากในแวดวงผู้ใช้งานชาวไหน เนื่องจากว่ามันเป็นวิธีสื่อสารแทนข้อความที่โดนใจคนไทย มากไปกว่านั้นก็คือ สติกเกอร์ยังสามารถที่จะสื่อความหมายและความรู้สึกได้ชัดเจนได้มากกว่าตัวอักษรได้ในหลาย ๆ กรณีอีกด้วย 

วันหวยออกสุดคึกคัก 

แม้ว่า Line จะเป็นแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาจากต่างประเทศ แต่เนื่องจากว่ามันได้มีการปรับปรุงได้พัฒนาเพิ่มเติมให้เข้ากับคนไทย โดยได้อิงจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งานมาปรับระบบให้เข้ากับบริบทประเทศไทยให้มากขึ้น ซึ่งจากสถิติพบว่าในวันที่ 1 และวันที่ 16 นั้น จะมีอัตราความหนาแน่นและการใช้งานในการส่งข้อความเป็นอย่างมากในช่วงวันที่ดังกล่าว 

โดยคาดการณ์ว่าเกิดจากเหตุที่คนไทยนั้นได้ใช้ Line ในการส่งต่อเลขเด็ด เลขนำโชคแก่กันและกันมากที่สุด ทำให้ Line ต่อยอดที่จะพัฒนาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คอหวยให้มากขึ้น โดยหากว่าคุณเป็นผู้ใช้งาน Line อยู่แล้วจะพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว คอนเทนต์ที่ถูกนำเสนอจะเป็นการบอกถึงเลขเด็ดที่กำลังมาแรงและน่าซื้อ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะทำให้เกิดการเข้าถึงคอนเทนต์ที่มากขึ้นแล้วนั้น ก็ยังกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยและการบอกต่ออีกด้วย 

ดูดวงเก่ง! 

เรียกได้ว่า “ความเชื่อ” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างช้านานและยังคงอยู่แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปสักแค่ไหนก็ตามแต่ โดย Line พบว่าพฤติกรรมของคนไทยนั้น ชื่นชอบที่จะดูดวงเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดเป็นการพัฒนาฟีเจอร์ และ คอนเทนต์ของ Line ดูดวง โดยช่วงเวลาที่ผู้ใช้งานชาวไทยดูดวงมากที่สุดคือช่วงเวลา 7 – 9 โมงเช้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยนี้เช็คดวงทุกวันจริงๆ 

https://www.facebook.com/Thailand.Line/photos/pcb.3254740464542287/3254738724542461/

เสียงรอสายกับ Line Melody 

จากประเด็นที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่าสถิติผู้ใช้งานชาวไทยใช้งาน Line Call มากที่สุด ทำให้ทาง Line ได้เห็นถึงจุดนี้ และได้พัฒนาต่อยอดเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พาย้อนกลับไปให้คิดถึงช่วงเวลาในอดีต อย่าง “เสียงรอสาย” ที่บอกได้เลยว่า ณ ปัจจุบันนี้เสียงรอสายโทรศัพท์นั้น ก็แทบจะไม่มีให้ได้เห็นกันแล้ว 

แต่ทาง Line ก็ได้มีการปัดฝุ่นเอากลับมา และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยเสียงเพลงรอสายที่ได้รับความนิยมและเลือกใช้งานมากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็คือเพลง “รักติดไซเรน” ที่ฮิตติดลมบนจนตอนนี้ท่อนฮุคของมันก็ยังตราตรึงในความรู้สึกของเราทุกครั้งที่ได้คิดถึง … ไม่ได้อยากถามแต่แค่อยากรู้ว่าเธอนั้นรักฉันไหม? 

สุขแบบสุด ๆ ในช่วงเทศกาลไปกับ Line 

ตอกย้ำของความยืนหนึ่งของแฟลตฟอร์มยอดนิยมของชาวไทย จากสถิติการใช้งานที่มากแบบสุดๆ และจัดเต็มในช่วงเวลาของเทศกาลต่าง ๆ ของประเทศไทย อาทิ อย่างในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา พบว่า “ช่วงเวลาที่ได้มีการส่งข้อความหากันมากที่สุดคือช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืน – ตี 1 ของวันที่ 1 มกราคม 2563 โดยอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นสูงกว่า 6 เท่าของอัตราการใช้งานปกติ และมีการส่งภาพหากันสูงกว่าปกติถึง 8 เท่าอีกด้วย สื่อให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้งาน Line ของคนไทยนั้น ไม่ได้นิยมเพียงแค่ส่งข้อความเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังนิยมในการส่งรูปภาพอีกด้วย” 

จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ Line ได้เข้ามาเปิดตลาดในไทย ก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้มีความสะดวกสบาย และสอดคล้องกันผู้ใช้งานชาวไทยกันอย่างต่อเนื่อง 

และคาดการณว่าในไตรมาสถัดไป Line ก็คงจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ออกมาดึงดูดผู้ใช้งานชาวไทยให้หลั่งไหลไปใช้งานกันเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหากถามตรง ๆ สำหรับตัวผู้เขียนเองก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบัน Line ได้เข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำเป็นเป็นอยากมาก 

และหากโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ 5 จะยกให้ Line เป็นปัจจัยที่ 6 ก็คงจะไม่ผิดไปเสียทีเดียว และก็หวังว่า Line จะคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทยให้คลอบคลุมมากขึ้นในอนาคต

อ่านบทความจาก LINE ได้ที่ : คลิกที่รูปภาพได้เลยครับ

https://www.facebook.com/Thailand.Line/posts/3254740464542287

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CREATIVITY

7 ตัวอย่าง Model ธุรกิจแบบ Subscription – เทรนด์ใหม่ของธุรกิจ 2020

ตอนนี้หลายธุรกิจต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนไปเป็น การทำธุรกิจ Subscription ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ตามชอบ ตามสั่ง ตามใจได้มากกว่า แถมยังเป็นผลดีต่อธุรกิจเองในการรักษาลูกค้าเก่าได้อย่างยั่งยืน

Published

on

By

Trend ธุรกิจแบบ Subscription

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในปีที่ผ่านมา ได้มีธุรกิจหน้าใหม่มากมายได้ออกมาโลดแล่นในโลกเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก บ้างก็ประสบความสำเร็จและสามารถดำเนินต่อได้อย่างใจหวัง แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่ผลลัพธ์ตรงกันข้าม

จนต้องยุติการทำธุรกิจไป ก็มีอยู่มากมายพอสมควรเช่นเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้ ปัจจัยหลักจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้าหรือบริการที่เราจะสร้างหรือผลิตขึ้นมาเพียงเท่านั้นแต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ “ประสบการณ์ของผู้บริโภคที่ได้รับจากสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ”

กล่าวคือ การที่จะทำให้ธุรกิจมีรายได้หรือกำไรอย่างยั่งยืนได้ แรกเริ่มเดิมทีการหาลูกค้ารายใหม่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ แต่การที่จะรักษาลูกค้าเก่า และทำให้คนเหล่านั้นกลับมาซื้อซ้ำได้อีกครั้ง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นไม่แพ้กัน

จึงเป็นเหตุผลที่ว่า หากคุณอยากจะให้ธุรกิจของตนมีความมั่นคงในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ คุณสมบัติในการ “ปรับตัว” คือสิ่งที่จำเป็นต่อธุรกิจเป็นอย่างที่สุด

เดิมทีหลาย ๆ Business Model ของธุรกิจส่วนใหญ่ อาจจะเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าในแต่ละกลุ่ม (Customer Segment)

แต่ตอนนี้หลายธุรกิจต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนไปเป็น การทำธุรกิจ Subscription ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ตามชอบ ตามสั่ง ตามใจได้มากกว่า แถมยังเป็นผลดีต่อธุรกิจเองในการรักษาลูกค้าเก่าได้อย่างยั่งยืน

การทำธุรกิจ Subscription คืออะไร ?

คุณอาจจะคุ้นชินกับ Business Model แบบเดิม ๆ ที่เน้นการขายสินค้าหรือบริการโดยแบบรายครั้ง ไปให้กับกลุ่มลูกค้า ซึ่งข้อจำของมันก็คือการที่หากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ ต้องการที่จะได้คุณภาพที่มากขึ้น ก็ต้องซื้อสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ในรูปแบบใหม่เท่านั้น

ซึ่งคำจำกัดความนี้ต่างกันกับ การทำธุรกิจ Subscription ที่มีความยืดหยุ่นให้มีการพัฒนาสินค้าและบริการตามความต้องการของลูกค้าได้ตลอดเวลา และนำเสนอไปสู่ลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ได้อย่างทันถ่วงที

การทำธุรกิจ Subscription จึงเป็นการขาย “บริการ” มากกว่าการขายผลิตภัณฑ์ โดยสร้างความผูกพันระหว่างธุรกิจและลูกค้าที่มากขึ้น โดยที่ผู้บริโภคยินดีและยินยอมที่จะมีภาระผูกพันในจุดนั้นได้ ก็คือ “ค่าใช้จ่ายรายเดือน” หรือค่าสมาชิกที่ผู้บริโภคจ่ายไปในแต่ครั้งต่อระยะเวลานั่นเอง (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธุรกิจ)

ซึ่งดูในมุมมองของธุรกิจในอดีต การที่ลูกค้าจะยินยอมจ่ายค่าสมาชิกแบบต่อเนื่องเป็นเรื่องที่ไปได้ยากมาก ๆ แต่ในปัจจุบัน มุมมองของผู้บริโภคนั้นมีการเปลี่ยนไป ที่มีความพร้อมและยินดีที่จะจ่าย หากสิ่งที่ได้รับนั้นมันคุ้มค่า

“ผู้บริโภคไม่ได้มีพฤติกรรมในการจ่ายเงินที่ยากขึ้น หากแต่พร้อมและยินดีจ่ายให้กับสินค้าและบริการ หากสิ่งที่ได้รับมันคุ้มค่ามากพอกับราคาที่จะจ่ายไป”

ทำไม Subscription Marketing ถึงจำเป็นต่อการทำธุรกิจ

1. การได้ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าใหม่ อาจไม่สำคัญเท่ายอดขายจากกลุ่มลูกค้าเก่า

เพราะการสร้างการซื้อซ้ำหรือการสร้าง Loyalty ให้กับแบรนด์เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น ทั้งในแง่ของอัตราการเติบโตจากผลกำไรที่มากขึ้น แต่มากขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการมากขึ้นอย่างยั่งยืน

ซึ่งความยั่งยืนที่ว่า ก็คืออัตราค่าบริการที่ได้รับจาก Subscription ที่ไม่ได้รับเพียงครั้งเดียวจบ แต่รับในด้วยความคงที่ ในแต่ละเดือน และมีสิทธิ์ที่จะได้รับมากขึ้น หากผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น และอยากขยายความต้องการให้ได้รับสินค้าและบริการที่ดียิ่งขึ้นกว่านั่นเอง

2. สามารถทำให้คาดการณ์รายรับของธุรกิจในอนาคตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

อย่างที่เคยได้กล่าวไปในข้างต้นว่าการทำธุรกิจ Subscription คือคุณจะได้รับอัตราค่าสมาชิกตามเงื่อนไขในทุก ๆ เดือน ทำให้คุณสามารถได้เลยว่าในเดือนหน้านั้นคุณจะเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยคำนวณได้จากอัตราค่าสมาชิก x จำนวนสมาชิก ซึ่งหากรายรับที่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สิ่งที่ควรทำคือการรักษามาฐานเหล่านั้นไว้ให้ได้ แต่หากว่าเงินที่ได้ไม่ถึงเป้าหมาย ก็ต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการที่มากขึ้น

3. ทำให้พัฒนาธุรกิจได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ซึ่งวัดผลงานความยอดนิยม ไม่ว่าจะเรื่องของแพ็คเกจหมวดใหญ่ หรือ รายละเอียดที่เป็นหมวดย่อย ทำให้เมื่อทราบว่าตรงส่วนไหนได้รับความนิยมที่น้อย ก็เน้นที่การพัฒนาในส่วนนั้นให้มากที่สุด

กลับกันในส่วนที่ได้รับความนิยมมาก ก็สามารถที่จะนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ถึงเหตุผลของการได้รับความนิยมเหล่านั้นมาปรับใช้กับส่วนอื่น ๆ ของธุรกิจได้ด้วยเช่นกัน

เทคนิคการทำ Subscription ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ

ก่อนอื่นขอบอกไว้ก่อนว่า Subscription Marketing เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างลูกค้าประจำโดยเฉพาะ ซึ่งแน่นอนว่าการที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมากขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าประจำเป็นส่วนใหญ่ แต่จะทำอย่างไรที่จะประสบความสำเร็จที่มากขึ้นและยั่งยืน

1. มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

หนึ่งในพื้นฐานหลักของการทำธุรกิจก็คือการมีกลุ่มเป้าหมาย สำหรับการทำธุรกิจ Subscription กลุ่มเป้าหมายจะต้องมีความชัดเจน สามารถเจาะจงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่ธุรกิจจะได้สามารถนำเสนอสินค้า/บริการแก่สมาชิกได้อย่างตรงจุดที่มากขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธุ์และประสบการณ์ที่เหล่าลูกค้าได้รับ เป็นไปในทิศทางที่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว

2. ใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์

ยุคนี้เป็นยุคที่ Data เปรียบเสมือนกับพระเจ้าในวงการธุรกิจ เพราะหากยิ่งธุรกิจของคุณมี Data มากเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นต่อกับธุรกิจอื่น ๆ ไม่มีแล้วไปหนึ่งขั้น แต่การจะมี Data ไว้เฉย ๆ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะธุรกิจต้องใช้ Data เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย โดยเทคนิคก็คือนำข้อมูลที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านความชอบ ไลฟ์สไตล์ ต่าง ๆ ของลูกค้า มาใช้ในการพัฒนาธุรกิจนั่นเอง

3. ตั้งราคาให้เหมาะสมและยืดหยุ่นได้

ขั้นแรกก็ต้องประเมินราคาที่ตั้งไว้ ผนวกกับความพึงพอใจต่อบริการที่ลูกค้าได้รับ ว่ามีความรู้สึกบวกหรือลบ ในอัตราราคาต่อคุณภาพของสินค้า/บริการที่ได้มากน้อยสักเพียงใด

เทคนิคก็คือจะต้องมีการตั้งราคาที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่ามัน “คุ้มค่า” แต่หากเมื่อไหร่ที่ธุรกิจสามารถพัฒนาต่อจนทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่า “ได้มากกว่าความคุ้มค่า” ที่ตั้งไว้

จุดนี้ก็ธุรกิจก็สามารถที่จะเพิ่มราคาอัตราค่าสินค้า/บริการ ให้สมดุลได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะได้กำไรที่มากขึ้น กลับกัน หากลูกค้าเกิดความรู้สึก “ขาดทุน” สิ่งที่ต้องทำก็การพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องลดราคาลง

ตัวอย่างธุรกิจที่มีการทำธุรกิจ Subscription

1. Graze

ใครจะเชื่อว่าธุรกิจขนม & อาหารเพื่อสุขภาพ จะหันมานิยมทำธุรกิจ Subscription ได้ แต่ Graze ทำได้แล้วแถมยังได้ความนิยมมากอีกด้วย (ปัจจุบันมี Review ใน Youtube เยอะมาก ๆ)

โดยใช้เทคนิคการทำ Subscription ข้อ “การใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์” นำมาปรับใช้ (หันมาวิเคราะห์ DATA อย่างจริงจัง) อ้างอิงและเชื่อมโยมการตอบสนองความต้องการของลูกค้าจากข้อมูลความชื่นชอบที่ทางสมาชิกได้ระบุเอาไว้

ซึ่งจุดเด่นอยู่ตรงที่แต่ละสัปดาห์นั้น ขนมเพื่อสุขภาพ ที่ส่งไปจะมีความแตกต่างกันไป และได้สร้างความพิเศษที่มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการคอยควบคุมคุณภาพและรสชาติอาหารอีกด้วย

Graze protein box TV ad

2. Adobe

ต่อมากับธุรกิจด้านซอฟต์แวร์อย่าง Adobe ที่มีการปรับให้มีการเช่าใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ ในตระกูล Adobe ซึ่งเพิ่มเติมความสามารถตรงส่วนของ Creative Cloud ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานที่มากขึ้น อาทิ การตั้งค่าของแต่ละโปรแกรมที่ใช้บัญชีเดียวกัน จะเป็นข้อมูลชุดเดียวเสมอไม่ว่าจะย้ายไปทำงานในอุปกรณ์อื่น ๆ

ซึ่งแน่นอนว่าตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี ซึ่งทาง Adobe ได้ใช้เทคนิคการทำ Subscription ข้อ “มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน” เข้ามาปรับใช้ในตัวธุรกิจ เพราะเมื่อรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมแบบไหนก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น

Keep up with Hovering Art Directors | Adobe Creative Cloud

3. Kinto

หนึ่งในบริษัทเครือ Toyota ที่ดำเนินธุรกิจเช่นใช้งานรถยนต์ทีกำลังใช้ Model ของการทำ Subscription มาสร้างโอกาสทางธุรกิจแบบสุด ๆ

โดยมีรูปแบบที่จะให้ผู้ใช้งานเลือกรถยนต์ของ Toyota มา 1 คัน เพื่อใช้งานตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยราคาขึ้นอยู่กับขนาดของรถเช่า และคะแนนความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งจากการตั้งราคาข้างต้น ก็พอจะเดากันออกว่า Kinto ได้เอาเทคนิคการทำ Subscription ข้อ “การตั้งราคาให้เหมาะสมและยืดหยุ่นได้” นำมาปรับใช้งาน

ซึ่งแน่นอนว่า “การยืดหยุ่นของราคา ทำให้ครองใจผู้ใช้ในชนชั้นกลางได้แบบอยู่หมัดเลยทีเดียว”

4 ขั้นตอนง่ายๆ สมัครใช้บริการ KINTO

4. Netflix

วินาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก Netflix ธุรกิจสตรีมมิ่งที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับต้น ๆ ของการทำธุรกิจแบบ Subscription

แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่า Netflix ไม่ได้ขายบริการที่เป็นการสตรีมมิ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการผลิตเนื้อหา หรือ Content ขึ้นมาด้วยตัวเองอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือการพัฒนาการสินค้า/บริการ ให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ตอบโจทย์เหล่า subscriber ไม่ให้เบื่อง่าย ๆ

How to choose a Netflix Streaming Plan | Netflix

5. NESCAFÉ Dolce Gusto

Model ธุรกิจกาแฟ รูปแบบใหม่ที่เรียกได้ว่าสร้างเสียงฮือฮาไม่น้อยหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน เพราะนี่คือธุรกิจการที่ที่ทาง NESCAFÉ ต้องการปรับตัวเองและผลักตัวเองจากภาพลักษณ์ของกาแฟสำเร็จรูป สู่อีกหนึ่งตัวตนในการเป็น “กาแฟสไตล์คาเฟ่”

ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ใหม่ในการเป็น “กาแฟสไตล์คาเฟ่” แต่ NESCAFÉ Dolce Gusto ก็ยังคงความง่าย สะดวก รวดเร็วเอาไว้ด้วย

จึงกลายเป็นที่มาของ Model ธุรกิจกาแฟรายเดือน “โดยใช้บริการจัดส่งแคปซูลกาแฟส่งบ้านหรือออฟฟิศคุณ + พร้อมฟรีเครื่องทำกาแฟอีกด้วย”

6. Dollar shave club

“ผลิตภัณฑ์โกนหนวด” แบบ Subscription ซึ่งเข้ามาตอบโจทย์ Pain Point เล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่และเป็นปัญหาสำหรับคุณผู้ชายเป็นอย่างมาก โดยรูปแบบของการ Subscription ก็คือทาง Dollar Shave Club จะทำการจัดส่ง ผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้าโกนหนวด โฟมล้างหน้า และยาสีฟน ให้กับสมาชิกทุก 2 เดือน หรืออาจเป็น 3 หรือ 6 เดือน *ตามแต่สมาชิกระบุ

ซึ่งหลังจากที่โมเดลธุรกิจนี้เปิดตัวได้ไม่นาน ก็เล่นเอาครองใจหนุ่ม ๆ ทั่วอเมริกาได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันสามารถตอบโจทย์ในเรื่องความตรงใจของมีดโกนหนวด ครีมโกนหนวด ที่บางครั้งอาจจะหาซื้อไม่ได้ตามร้านค้าทั่วไป อีกทั้งการสั่งซื้อแบบรายเดือนนี้จะช่วยทำให้ลูกค้าได้ซื้อในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย

Get Ready | Dollar Shave Club

7. Pandia Health

ปิดท้ายกันไปด้วยธุรกิจที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงอย่างกับสินค้าอย่าง “ยาคุมกำเนิด” ซึ่งใครไม่ทำ แต่ Pandia และยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากอีกด้วย โดยธุรกิจเริ่มต้นขึ้นจากการสำรวจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย แล้วพบว่าสาเหตุที่ผู้หญิงวัย 21 – 25 ปี ละเลยการใช้ยาคุมกำเนิดมาจากการไม่มีเวลาไปซื้อที่ร้าน จากปัญหานำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองและลดช่องว่างดังกล่าวนี้ ผลตอบได้รับการตอบรับดีมาก และสร้างรายได้อย่างมหาศาล

Pandia Health offers low-cost presciptions and free delivery of birth control.
What If You Dislike Your Birth Control? – Pandia Health

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INNOVATION

คนไทย “ไม่ชอบรอ!” Chatbot จึงตอบโจทย์ – หรือนี่จะเป็นทางรอดสุดท้ายของธุรกิจออนไลน์

เพราะพฤติกรรมคนไทย “ไม่ชอบรอ!” Chatbot จึงตอบโจทย์ – Onechat Startup ไทยมีทั้ง Chatbot ตั้งกลุ่มเป้าหมายยิงแอด พร้อมปุ่ม SELL UP กดปุ๊บขายได้ปั๊บ

Published

on

เพราะพฤติกรรมคนไทย “ไม่ชอบรอ!” Chatbot จึงตอบโจทย์ – และนี่คือทางรอดสุดท้าย OneChat – นวัตกรรม Chatbot ที่ทำได้มากกว่าแค่ตอบแชท แต่ยังตั้งกลุ่มเป้าหมายยิงแอด และมีพร้อมปุ่ม SELL UP กดปุ๊บขายได้ปั๊บ สมัครใช้เลย คลิก : Onechat.ai หรือ H.I.P. Marketing Studio

รู้หรือไม่ว่าอัตราโดยเฉลี่ยในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค
ในช่วงแคมเปญ 11.11 อยู่ที่ 5 วินาทีเพียงเท่านั้น !

เคยสังเกตกันบ้างไหมว่า ในช่วงระยะวลาที่ผ่านมาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ได้มีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง และพัฒนากันแบบก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ซึ่ง “ความรวดเร็ว” เหล่านั้น ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสปอย์ผู้บริโภค จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมที่มีความต้องการความรวดเร็วในทุก ๆ เรื่อง และในทุก ๆ ด้าน จนไม่อยากที่จะรออะไรนาน ๆ อีกต่อไป

เมื่อยุคนี้เป็นยุคที่ความเร็วเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนคุ้นชิน : พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ขายสินค้าและบริการก็ต้องมีการปรับตัวด้วยเช่นกัน และจากสถิติข้อมูลการซื้อขายบนออนไลน์ของประเทศไทย พบว่า

“ คนไทยมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าผ่านการแชทออนไลน์ในระดับสูงสุด โดยร้อยละ 86 ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่าพวกเขารู้ว่าตนเองสามารถสั่งของหรือซื้อผ่านการแชทได้  ร้อยละ 61 กล่าวว่าพวกเขาเคยมีประสบการณ์ในการแชทออนไลน์กับแบรนด์หรือผู้ขายในขณะช้อปปิ้ง และร้อยละ 40 เคยซื้อผ่านการพูดคุยในแชท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการใช้แชทเพื่อซื้อสินค้าทั่วโลกโดยเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ16 “

ข้อมูลจาก : https://www.it24hrs.com/2019/thailand-leading-conversational-commerce/

โดยความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดเป็นแรงกระตุ้นจนทำให้เกิดต้องการสินค้าผ่านแชทออนไลน์นั้น คือ

  • 61% เผย พวกเขาใช้แชทเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าหรือข้อมูลราคา
  • 37% รู้สึกอยากใช้แชทเพราะความรวดเร็วในการตอบกลับโดยทันที

ด้วยความต้องการเหล่านี้ของผู้บริโภค ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่เรียกว่า Chatbot ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและปิดจุดอ่อนของการซื้อขายผ่านแชทสำหรับผู้ค้าออนไลน์ และคุณสมบัติของมันก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตั้งค่าให้สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการได้เพียงเท่านั้น หากแต่ว่ามันยังสามารถโต้ตอบอย่างรวดเร็วแบบ Real Time และยังสามารถที่จะจบการขายได้ด้วยตัวเองอีกด้วย (ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการตั้งค่า)

ข้อดีของ Chatbot

  • Chatbot จะเห็นได้ว่ามันจะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการขายและปิดการขายได้ด้วยตนเอง และตอบกลับในการสื่อสารของลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แปลได้ว่ามันสามารถที่จะลดต้นทุนในด้านของทรัพยากรด้านบุคคลและเวลาให้มากขึ้นได้ โดยที่การซื้อขายยังสามารถเกิดขึ้นได้เฉกเช่นเดิม
  • Chatbot ในปัจจุบันมีหลายฟีเจอร์ในการเข้าตอบคอมเมนท์และดึงเข้าไปคุยต่อใน Inbox ซึ่งจะช่วยทำให้แอดมินเพจไม่พลาด ตอบคอมเมนท์และเก็บลูกค้าเลยสักจุด
  • Chatbot บางเจ้ายังสามารถในการใช้ AI เพื่อเก็บข้อมูลของลูกค้า และสามารถนำมาต่อยอดให้การขายของออนไลน์ต่อยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนข้อเสียที่หากไม่มี Chatbot ล่ะ … หากมองในด้านของการสูญเสียรายได้ล่ะก็ จำนวนลูกค้า 37% ของเราที่หล่นหายไปในระหว่างกระบวนการตัดสินใจซื้อขาย ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก และไม่ควรที่จะพลาดในจุดนี้ไปได้เลย หากคุณต้องการให้เกิดกำไรที่มากขึ้นและยั่งยืนสำหรับตัวธุรกิจของคุณ

……………………………………………………………………………….

Facebook เผย ! คนไทยซื้อออนไลน์เป็นอันดับหนึ่งของโลก

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า คนไทยนั้นมีสถิติการใช้งานโซเซียลมีเดียสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ และไม่ได้เพียงแค่ใช้โซเซี่ยลเก่งอย่างเดียวเพียงเท่านั้น หากแต่ว่ายัง “ช้อปเก่ง” อีกด้วย โดยจากข้อมูลล่าสุดจาก Facebook พบว่า “คนไทยเป็นผู้นำเทรนด์การช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านแชทมากเป็นอันดับ 1”

ดังนั้นการเอา Chatbot เข้ามาช่วยในการซื้อขายออนไลน์ จึงเป็นเรื่องที่ดีและควรทำเป็นอย่างยิ่ง

วันนี้เราจะพากันรู้จักกับ OneChat หนึ่งใน Chatbot เจ้าดังของไทยที่จะทำให้คุณลืมภาพของ Chatbot แบบเดิม ๆ ที่คุณเคยรู้จักมาตลอดชีวิต

เชื่อเหลือเกินว่า! ประสบการณ์ในการใช้ Chatbot ของใครหลายคนจะต้องมีความรู้สึกเช่นนี้แน่นอน “ตั้งค่าแทบตายสุดท้ายได้แค่ตอบสวัสดี”

เพราะว่า OneChat เป็นนวัตกรรมเพื่อการขายของออนไลน์ผ่าน Facebook ที่แท้จริง หรือจะเรียกกว่า Chat AI ที่ตอบสนองตามคำสั่งที่ตั้งค่าไว้และเรียนรู้พฤติกรรมผู้ซื้อไปด้วยก็ว่าได้

ซึ่งยิ่งมีการพูดคุยได้มากขึ้นเท่าไหร่ ตัว Chatbot ของ OneChat ก็จะมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญไปมากกว่านั้น มันยังเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยคนไทย และได้รับการยอมรับจาก Facebook เป็นที่เรียบร้อย

ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าการใช้งานจะมีความปลอดภัยและถูกกฏของ Facebook อย่างแน่นอน (ทำงานร่วมกับ Facebook API 100% จึงการันตีความมั่นใจและความปลอดภัย)

และความสามารถที่นอกเหนือจากการโต้ตอบการผู้ซื้อแล้วนั้น OneChat ก็ยังมีความสามารถที่หลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ตอบคอมเม้นท์ และดึงเข้ากล่องข้อความเพจ ตามที่ตั้ง
  • ช่วยตอบ แชท สุ่มหลากหลายคำตอบได้ไม่จำกัด ตามที่ตั้ง
  • สามารถตอบเป็นข้อความ ภาพ รวมทั้งตัวเลือกให้เลือกตอบ
  • เก็บออเดอร์ลูกค้าอัตโนมัติ
  • เก็บและประมวลผล กลุ่มเป้าหมาย
  • สร้างสีสันและดึงดูดใจลูกค้า

เรียกได้ว่าความสามารถของ และคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ OneChat จะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากสำหรับตัวธุรกิจ เชื่อได้เลยว่ามันจะสามารถที่จะเพิ่มจุดดีและลดจุดด้อย ของการซื้อขายผ่านแชทแบบเดิมๆ ที่ใช้ Admin ที่เป็นตัวบุคคล ที่ยังมีข้อจำกัดในด้านของความรวดเร็วในการตอบ และจำนวนการ Chat ต่อจำนวนลูกค้าที่ยังอยู่ในจำนวนที่น้อยและจำกัดเป็นอย่างมาก

แต่ความสารถของ OneChat ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุด! เจ้า OneChat ยังเปิดตัวเครื่องสุดจิ๊ด โดนใจชาวยิงแอดกันจนเป็นกระแส Audience+ หรือจะเรียกว่า AI ช่วยสร้างกลุ่มเป้าหมายสำหรับยิงแอดแบบทำเงิน ก็ได้

Audience+ AI ระดับเทพ! ตั้งกลุ่มเป้าหมายให้คุณยิงแอดทำเงิน โดยไม่ต้องเครียดวาง Interest

ซึ่ง Audience+ มีความสามารถสุดเจ๋งที่จะวิเคราะห์แยกแยะกลุ่มลูกค้าที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับแฟนเพจของเราได้ (ย้อนหลังกลับไปได้ตั้งแต่สร้างเพจ) ด้วยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามความต้องการซื้อขายที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. กลุ่มที่มีโอกาสซื้อน้อยมาก (Not Purchase)
  2. กลุ่มที่มีโอกาสในการสั่งซื้อ (Add 2 Cart)
  3. กลุ่มที่มีพฤติกรรมในการสั่งซื้อ (Purchase)

แน่นอนว่า “คุณสามารถนำกลุ่มเป้าหมาย (แบบ Custom Audience) ที่ AI สร้างให้เหล่านี้ไปยิงแอด หาลูกค้าได้อย่างสบายใจ” โดยที่ไม่ต้องตั้งกลุ่มเป้าหมายใด ๆ เลย แถมยังเอาตั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายไว้ยิงเพจอื่น ๆ อีกด้วย

โดยกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ คุณยังสามารถที่จะเอาไปต่อยอดได้อีกอาทิ ในแง่ของ Retargeting, Marketing, Upsell หรือ Lookalike เป็นต้น

Facebook ห้ามบรอดแคส ไม่ต้องกังวล! Onechat มี SellNow ปุ่มสร้างยอดที่จะเลือกลูกค้าคนที่จะซื้อให้คุณ!

ถึงแม้ล่าสุดทาง Facebook จะออกกฏเหล็กห้ามบรอดแคสหาลูกค้าผ่านข้อความ ทำเอาหลายธุรกิจต้องรีบปรับตัว และหัวร้อนกันไปตาม ๆ กัน เพราะกว่าจะเก็บ Audience มาได้ก็ยากเย็น

แต่การปรับครั้งนี้ไม่มีปัญหาใด ๆ กับ OneChat เพราะเมื่อไม่นานมานี้ OneChat เพิ่งจะเปิดตัวปุ่ม SellNow ปุ่มดันยอดของจริง ที่จะพูดง่าย ๆ ก็เหมือนจะคล้ายกับการบรอดแคสทั่วไป แต่ที่เหนือกว่า “มันไม่หว่านไปทั่วจนเกิดความรำคาญ” “แต่จะส่งข้อความไปหาคุยแชทกับเรา และมีโอกาสซื้อสูงภายใน 24 ชั่วโมง” ทำให้ปัญหาแอดมินตอบแชทค้างไว้จะต้องหมดไปแน่นอน

เรียกได้ว่ามี OneChat เครื่องมือเดียวก็สามารถตอบได้ครบทุกโจทย์การขายของออนไลน์แล้วครับ ทั้ง Chatbot ทั้งมีกลุ่มเป้าหมายระดับเซียนในการยิงแอดอย่าง Audience+ และมี SellNow ปุ่มดันยอดให้เรียบ ไม่ตกค้างอีกด้วย

อีกทั้งนี้ยังเป็น “นวัตกรรมจากคนไทย เพื่อช่วยธุรกิจคนไทยและเศรษฐกิจไทยให้ดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้และสร้างกำไรที่มากขึ้นด้วย ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะพลาดไปได้อีกแล้ว”

รายละเอียดราคา

อ่านคู่มือ Onechat ได้ที่ : ทำความรู้จัก Onechat

ใครสนใจสามารถสมัครใช้งานได้ที่ : คลิก Onechat.ai หรือ H.I.P. Marketing Studio

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 2 Average: 5]
Continue Reading
MARKETING TIPS1 วัน ago

“Line” แอปพลิเคชันยืนหนึ่งในโซเชียลมีเดียไทย กับสถิติสุดเจ๋ง ที่ติดตาม

NEWS UPDATE5 วัน ago

สรุป 100 Trends ที่จะทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของบริโภคในปี 2020

MARKETING TIPS3 สัปดาห์ ago

“คุณแม่ยุคใหม่ หัวใจดิจิทัล” เจาะลึกอินไซต์กับพฤติกรรมการซื้อผ่าน E-Commerce ของเหล่าคุณแม่

CREATIVITY3 สัปดาห์ ago

7 ตัวอย่าง Model ธุรกิจแบบ Subscription – เทรนด์ใหม่ของธุรกิจ 2020

CREATIVITY3 สัปดาห์ ago

พาส่อง Ad ตรุษจีน จากแบรนด์ระดับโลกประจำปี 2020

INNOVATION1 เดือน ago

คนไทย “ไม่ชอบรอ!” Chatbot จึงตอบโจทย์ – หรือนี่จะเป็นทางรอดสุดท้ายของธุรกิจออนไลน์

EDUCATION1 เดือน ago

E-Sport ยังเป็นแค่เกม หรือกลายเป็นสงครามของนักธุรกิจ ?

NEWS UPDATE1 เดือน ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

MARKETING TIPS1 เดือน ago

3 ปัญหาหลักที่คนยิงแอดส่วนใหญ่ต้องเจอตลอดปี 2019 + พร้อมวิธีแก้ไข

CREATIVITY2 เดือน ago

ชวนวิเคราะห์ จากแคมเปญ”ไม่ไปไหนไป NETFLIX” เมื่อปีก่อน สู่ “จะไปไหนไป NETFLIX” ในปีนี้!

NEWS UPDATE1 เดือน ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

NEWS UPDATE11 เดือน ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

CREATIVITY10 เดือน ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

LIFESTYLE12 เดือน ago

มนต์เสน่ห์ที่ถูกลืมของกล้องฟิล์ม ถูกปลุกคืนชีพด้วยเหล่าคนดัง!

CREATIVITY12 เดือน ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

CONTENT TIPS8 เดือน ago

บรีฟให้เคลียร์! อะไรคือการวัดผลแบบ Quality Ranking ใน Facebook Ads

CREATIVITY6 เดือน ago

Pornhub ปล่อยแคมเปญ “หนังโป๊ที่สกปรกที่สุด” หวังคนตระหนัก “ปัญหาขยะในทะเล”

EDUCATION8 เดือน ago

จุฬาฯเปิดคอร์สออนไลน์ฟรี! กับหลักสูตรการตลาดมีหัวใจ “Heartful Marketing”

CONTENT TIPS1 ปี ago

จับตามองให้ดีกับ “คอนเทนต์ 4 ประเภท” ที่มาแน่ในปี 2019

MARKETING TIPS11 เดือน ago

Facebook Business เปิดโอกาสให้พัฒนาธุรกิจผ่าน “Success Stories” ส่องธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

Facebook

Trending