Connect with us

MARKETING TIPS

6 เทรนด์ที่เอเจนซี่และสายยิงแอด ต้องรู้ ข้อมูลตรงจาก Facebook

Published

on

UPDATE!! “6 เทรนด์ที่เอเจนซี่และสายยิงแอด ต้องรู้” ข้อมูลอัพเดทสดจากงาน Facebook Chiangmai Agency Acceleration จัดและบรรยายโดย Facebook

โดยมีหัวข้อหลักดังนี้

1. พฤติกรรมของ Users คนไทย 3 ข้อ
2. คนซื้อสินค้า มักไม่ Likes / Share / Comment
3. ควรตั้ง Target Audience อย่างมี Funnel
4. Automation Placement คือทางออกของคนยิง Ad
5. Creative Best Practices Facebook
6. Ad policy Facebook กับเรื่องง่ายๆที่หลายคนพลาด

1. พฤติกรรมของ Users คนไทย 3 ข้อ โดยจากผลสำรวจของ Facebook พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมดังนี้

▪ คนไทย ช่างเลือก : โดยก่อนจะซื้อสินค้าใดๆ มักจะเลือกเปรียบเทียบ 2-4 แบรนด์ก่อนตัดสินใจเสมอ

▪ คนไทย ใจร้อน : โดยเฉพาะความเร็วของหน้าเว็ป หน้าเพจ หากโหลดช้า เข้าถึงช้า จะมี Bad Experience ที่ส่งผลต่อแบรนด์โดยตรง

▪ คนไทย ช่างรีบ : โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการ ไถหน้า Feed อยู่ที่ 1.7 วินาที โดยประมาณสำหรับ Mobile Feed และ 2.5 วินาที วินาที โดยประมาณสำหรับ Desktop Feed

2. คนซื้อสินค้า มักไม่ Likes / Share / Comment

▪ แนะนำเลยว่า “เมื่อคุณยิง Ad ขายของไป อย่าไปให้ความสำคัญกับ Likes / Share / Comment มากจนเกินไป” แต่ควรโฟกัสที่ยอดขายมากกว่า

▪ จากผลสำรวจพบว่า 90% ของคนเห็น Ad จะซื้อสินค้าโดยไม่ Likes / Share / Comment

▪ เท่ากับว่า หากคุณยิง Ad แบบ Engagement Objective แอดจะส่งไปที่คน 10%

และคุณอาจพลาดโอกาสยิง Ad ไปหาลูกค้าที่รอซื้อของคุณอยู่ทั้ง 90% ก็ได้

3. ควรตั้ง Target Audience อย่างมี Funnel

▪ Target Audience ใน Facebook Ad มี 3 รูปแบบเป็นหลัก Core Audience/ Custom Audience/ Look A likes Audience

▪ แต่ทั้ง 3 ประเภท เหมาะกับ Funnel ที่แตกต่างกันออกไป (บอกไม่ได้ว่าอะไรดีกว่ากัน ขั้นอยู่กับเป้าหมาย)

▪ ก่อนจะเริ่มทำแคมเปญ แนะนำให้ลองแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 แบบคือ

1. กลุ่มคนที่คุณอยากรู้จัก (เลือกใช้แบบ Core Audience หรือ Look A likes Audience จะเหมาะสมที่สุด)

2. กลุ่มคนที่คุณรู้จักแล้ว (เลือกใช้แบบ Custom Audience จะเหมาะสมที่สุด)

3. กลุ่มคนที่คุณสนิทแล้ว ต้องการให้ซื้อซ้ำ (เลือกใช้แบบ Custom Audience จะเหมาะสมที่สุด)

▪ บอกไม่ได้ว่า “กลุ่ม Interest” ไหน จะดีที่สุด แต่ต้องมาจากการทดสอบ และวัดผลเท่านั้น

▪ ในการตั้งกลุ่มเป้าหมายแบบ Core Audience ไม่ควรรวม Interest ทั้งหมดไว้ในอันเดียว แต่ควรแบ่งซอยย่อยๆ แล้วเปรียบเทียบ จะได้ผลดีกว่า

4. Automation Placement คือทางออกของคนยิง Ad

▪ หากคุณตั้งค่าให้ Place Ad เฉพาะหน้า Feed คุณอาจจะพลาดโอกาสเข้าถึงลูกค้าที่รอคุณอยู่อีกหลายช่องทางก็ได้

▪ หากจะ Edit Placement แนะนำเป็น เลือก 4 Placement ขึ้นไปจะได้ผลลัพท์ที่ดีกว่า

▪ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ “เลือกแบบ Automation Placement” ในช่วงแรก เพื่อให้ระบบได้ศึกษา และหาช่องทางที่ดีที่สุดที่เหมาะสมกับสินค้าและกลุ่มเป้าหมายของเรา

5. Creative Best Practices Facebook

▪ คนไทยจะใช้เวลาอยู่บน Smartphone ประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวัน

▪ พื้นที่สายตาสำคัญที่สุด เมื่ออยู่บนหน้า Feed หากเป็นไปได้แนะนำสัดส่วนภาพเป็น 4:5 1:1 เพื่อแย่งชิงพื้นที่บนหน้า Feed

▪ เราอยู่ในโลกแห่งวิดิโอ ที่คนกว่า 94.8% ดูวิดิโอภาพผ่านมือถือ (รวมถึงสไลด์โชว์ด้วย)

▪ คนไทยและคนทั่วโลกจะใช้ Social Media เมื่อ On the go หรือเวลาเดินทาง และเวลาว่างช่วงสั้นๆ เป็นส่วนใหญ่

ตัวอย่างเช่น

เวลา 8.25 เดินทางไปทำงาน
เวลา 12.05 พักเที่ยง
เวลา 20.00 นอนชิวบนโซฟาที่บ้าน

▪ คลิปวิดิโอใน Facebook ถ้าอยากขายของได้ “ต้องกระชับ และเข้าใจตั้งแต่ 0.25 วิแรกว่าขายอะไร ตัววิดิโอไม่ควรเกิน 15 วินาที”

6. Ad policy Facebook กับเรื่องง่ายๆที่หลายคนพลาด

Checklist สินค้า

▪ ไม่อนุมัติแน่ถ้าเป็น สินค้าของก๊อปแบรนด์เนม
▪ สินค้า 18+
▪ อาวุธ ความรุนแรง หรือแม้แต่ปืนบีบีกัน

 Checklist การใช้คำพูด

▪ ต้องบอกให้ชัดเลยว่าเราขายอะไร
ตัวอย่างเช่น :

❌ มาลองฟรี! ของดี ใช้แล้วหน้าหายพัง!
✔ เซรั่มมุกุ ใช้ได้แล้วดี ดูแลผิวหน้า แจกตัวทดสอบฟรี!!

▪ ห้ามตั้งคำถาม หรือเจาะจงลักษณะของ User!! (ข้อนี้หลายคนพลาด)

ตัวอย่างเช่น :

❌ คุณเป็นสาว SIZE ใหญ่ใช่มั้ย ??? มาลองเลยกลัวอะไร!
✔ ร้านนี้เลย! เสื้อผ้าสำหรับสาว SIZE ใหญ่ คืนความมั่นใจ!

❌ คุณกำลังตกงานอยู่ใช่มั้ย ? คลิกตรงนี้มีข่าวดีมาบอก
✔ เปิดรับสมัคร “นักการตลาด” อาชีพที่คุณอาจหลงรัก

▪ ห้ามมีคำหยาบ (แม้แต่คำว่า โครต! ก็ผิดแล้ว)

▪ โฆษณาเกินจริง โอเวอร์เคลม

ตัวอย่างเช่น :

❌ คลิกเลย คอร์สลดน้ำหนัก 10 กิโลใน 3 เดือน
✔ พอลล่าลดน้ำหนัก 10 กิโลใน 3 เดือน เมื่อใช้คอร์สของเรา *การเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ที่มาข้อมูล : Facebook Chiangmai Agency Acceleration จัดและบรรยายโดย Facebook

MARKETING TIPS

กูรูแนะนำ “ยิงแอดโดยใช้ Funnel ได้ผล” แล้วอะไรคือ Funnel ? มาหาคำตอบกัน

Published

on

ชวนกันมา ทำความเข้าใจให้ลึกมากขึ้น! อะไรคือ “Facebook Ads Funnel” ? อะไรคือ “Facebook Audience Targeting” ?


มีข้อมูลระบุว่าในปัจจุบัน Facebook ยังคงมี active users มากกว่า 2 พันล้านยูสเซอร์ และ อ้างอิงจาก ข้อมูลของ Digital Business Consult ใน Thailand Facebook Users Insights 2018

“พบว่ามีผู้ใช้ Facebook ในประเทศไทย 45 ล้านบัญชี โดยแบ่งเป็น ชาย 23 ล้าน และหญิง 22 ล้าน”

จึงยังพูดได้ว่า “Facebook” ยังคงเป็นตัวเลือก “Platform” อันดับต้นๆที่ยังทรงอิทธิพลอยู่

และการนำ Marketing Funnel มาปรับใช้สู่ Facebook’s Advertising Funnel ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการเรียนรู้ วางแผน สร้างกลยุทธ์เพื่อเจาะกลุ่ม Audience ได้อย่างดีครับ

 *ข้อมูลชุดนี้เกิดการทำงานในฐานะ Agency เจ้าหนึ่ง และศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูล หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ชั้นที่ 1 : INTEREST / BEHAVIOR
ตำแหน่ง : ระดับ Top Stage of the funnel

“การตั้งกลุ่มหมายแบบ Interest น่าจะเป็นตัวเลือกที่หลายคนรู้จักกันดี โดยสามารถเลือกจากความสนใจ พฤติกรรม และการมีส่วนร่วมในเรื่องนั้นๆ”

เป้าหมาย : เพื่อเข้าถึง Audiences กลุ่มใหม่ๆ และสร้างยอดขายจากคอนเทนท์ที่สื่้อสารออกไป

การสื่อสาร : ในชั้นที่ 1 สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการ “ทำความรู้จักกับเหล่า Audiences ของเรา” ดึงคนที่มีแนวโน้มสนใจให้เข้ามามีส่วนร่วมกับเรา

ชั้นที่ 2 : LOOK A LIKE
ตำแหน่ง : ระดับ Middle Stage of the funnel

“การตั้งกลุ่มหมายแบบ Look A likes คือการขยายกลุ่ม Audiences จากกลุ่มเดิมให้กว้างขึ้น โดยกลุ่มที่ถูกขยายกว้างขึ้นจะมีความสนใจและพฤติกรรมเหมือนกับกลุ่ม Custom Audience นั้น”

*Custom Audience : คือการคัดกรองลูกค้าไม่ว่าจะเป็นจาก Engagement, Video Viewers, Reach หรืออื่นๆ ในเกิดขึ้นในเพจนั้นๆ

เป้าหมาย : เพื่อเข้าถึง Audiences กลุ่มใหม่ๆ และสร้างยอดขายจากคอนเทนท์ที่สื่้อสารออกไป

การสื่อสาร : ในชั้นที่ 2 ในชั้นนี้คอนเทนท์จะถูกสื่อสารออกไป 2 แบบเป็นหลักก็คือ

– สื่อสารเพื่อการรับรู้ สร้างแบรนด์ ให้กว้างมากขึ้น
– สื่อสารเพื่อการขาย เจาะเข้าไปที่กลุ่ม Audiences ที่เคยสนใจเดิมอยู่แล้ว

ชั้นที่ 3 : WCA + CRM
ตำแหน่ง : ระดับ Last Stage of the funnel

“WCA : สำหรับคนที่ใช้รูปแบบการขายผ่านระบบ Sales Page หรือ Website น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Website Custom Audiences เป็นอย่างดี

เพราะนี่คือการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายจาก Facebook pixel – คนที่เข้ามาในเว็ป เกิดการซื้อขายก็จะถูกเก็บข้อมูลไว้เป็น Audience”

CRM : หรือที่รู้จักกันในชื่อ Customer Relationship Management หลังจากที่ปิดการขายได้แล้ว อย่าลืมขอ Email หรือ Contact ติดต่อ เพื่อจัดส่งคอนเทนท์ไปหาลูกค้าเก่า

เป้าหมาย : เพื่อเข้าถึง Audiences กลุ่มลูกค้าเดิม สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้า Keep in touch – และทำให้เกิดการซื้อซ้ำ

การสื่อสาร : โปรโมชั่น หรือบริการหลังการขายสำหรับลูกค้าเก่าที่รู้จักแบรนด์เราดีอยู่แล้ว

ชั้นที่ 4 : DPA
ตำแหน่ง : ระดับ Last Stage of the funnel

“DPA หรือ Dynamic Product Ads สุดยอดเครื่องมือของเหล่าเว็ป e-commerce” *ไว้จะมาอธิบายเชิงลึกอีกครั้งนะครับ แต่เบื้องต้นคือการ ส่งสินค้าที่ Audience เคยสินค้า หรือคลิกเข้าไปดูข้อมูลเข้ามายัง Feed ของ Audience (เหมือนของ Agoda , Lazada , Shopee และอื่นๆ)

เป้าหมาย : เพื่อทำการย้ำเตือนให้กลับมาซื้อสินค้าให้สำเร็จ (Cart Reminder ) และการทำการ Re Engagement.

การสื่อสาร : ส่งสินค้าที่ Audience สนใจย้ำกลับไป เพื่อดึงกลับมาใน SHOP ต่อ

Reference :

https://www.cpcstrategy.com/blog/2018/11/facebook-ads-guide/


https://www.customerinsight.asia/%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3-facebook-%E0%B8%8A/


https://www.twfdigital.com/blog/2018/07/q3-2018-digital-usage-stats-thailand/


https://cpcstrategy.com/facebook-dynamic-ads-guidebook/

Continue Reading

CREATIVITY

KFC เปิดตัวเกมส์จีบผู้พัน “รับกระแส Gamification Marketing”

Published

on

เมื่อไม่นานมานี้ KFC ได้เปิดตัวเกมส์ของตัวภายใต้ชื่อ I Love You Colonel Sanders โดยตัวเกมส์ทำออกมาในรูปแบบ Dating Simulator (เกมส์จีบและออกเดท)

โดยเนื้อเรื่องหลักที่ KFC ออกแบบ คุณจะต้องรับบทนักเรียนร่วมคลาสทำอาหารของ Colonel Sanders (ผู้พัน) ที่หล่อเหลา และตลอดเกมส์คุณจะต้องมั่นทำคะแนนและตัดสินใจต่างๆ โดยมีตัวเลือกให้คุณ  

และทุกการตัดสินใจเลือกของคุณจะมีผลต่อความรู้สึกของเพื่อนร่วมคลาสคนอื่นๆ ทั้งความรู้สึกและการกระทำต่อตัวละครของคุณ

โดยเป้าหมายของเกมส์ก็คือ “คุณจะรอดอยู่ในโรงเรียนทำอาหารนี้หรือไม่ ?” และผู้พันจะเลือกคุณเป็นหุ้นส่วนชีวิต หุ้นส่วนธุรกิจหรือไม่ ?

Features ของเกมส์ :

  • 9 lovable characters
  • Multiple hours of play-through
  • Dateable Colonel Sanders
  • A secret ending! Shh!
  • Secret recipes! Double Shh!
  • Cooking battles
  • Battle battles
  • Earn a degree from a fictional culinary school
  • 11 Herbs and Spices
  • Cute miniature food
  • Officially created by KFC. No, really

    DEVELOPER : Psyop
    PUBLISHER : KFC

โดนตัวเกมส์วางแผนจะปล่อยให้เล่นผ่าน STEAM ในวันที่ 24 กันยายน 2019 นี้

รายละเอียดเพิ่มได้ / คลิกไปเล่นได้ที่ : https://store.steampowered.com/app/1121910/I_Love_You_Colonel_Sanders_A_Finger_Lickin_Good_Dating_Simulator/

KFC รับกระแสเทรนด์การตลาดใหม่แบบ Game (Gamification) Marketing ที่หลายแบรนด์กำลังมองข้าม

เป็นที่เข้าใจกันดีว่า เป้าหมายหลักในการทำการตลาดไม่ว่าแบรนด์ไหนคือการสร้าง Interaction (ปฏิสัมพันธ์การตอบสนอง) ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

และยิ่งมีการปฏิสัมพันธ์กันในเชิงบวกมากแค่ไหน ยิ่งเป็นผลดีต่อแบรนด์ให้เกิดภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้เกิดการกลับมาและบอกต่อมากเท่านั้น

ซึ่งถือว่าเป็นการงานหนักของทีมการตลาดเป็นอย่างมาก ในยุคที่แทบทุกตลาดเป็น Red Ocean ช่วงชิงพื้นที่การตลาดการอย่างดุเดือด

ซึ่งมีอยู่อีกรูปแบบแคมเปญการตลาด ที่หลายแบรนด์มักจะมองข้ามอยู่เสมอ นั้นก็คือ Game (Gamification) Marketing หรือการทำการตลาดผ่านเกมส์

Gamification Marketing สามารถสร้าง “การรับรู้แบรนด์” และ “ปฏิสัมพันธ์” ได้ดีจริงหรือไม่ ?

ลองนึกภาพตามกันดูเล่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อได้จับเกมส์มาเล่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ในรูปแบบใด ก็มักจะติดกันงอมแงม วางไม่ลงเลยทีเดียว ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้สร้างผลดีต่อการตลาดในแง่ “การสร้างภาพจำกับประสบการณ์ที่ดี” เป็นอย่างมาก

ในเมื่อ เทรนด์การตลาดในยุคปัจจุบัน ในยุค Digital Marketing สิ่งที่มีผลต่อผู้บริโภคมากที่สุดก็คือ “ประสบการณ์ที่ดี” การที่ KFC เลือกเกมส์มาสร้างภาพจำจริงเป็นโอกาสที่ดีไม่น้อยเลย

และมีโอกาสต่อยอดสูง หากมีการสะสมแต้ม ส่วนลด หรือแลกของรางวัล กับ KFC ที่หน้าร้านจริงๆ

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ นำ Gamification Marketing มาปรับใช้แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการ Co-Marketing กับเกมกับเกมส์ที่มีคนเล่นอยู่แล้วมากกว่า

Farmville กับ McDonald

แต่สำหรับ KFC กับการเปิดตัวเกมส์ I Love You Colonel Sanders ครั้งนี้ ถือเบุกเบิกการทำการตลาดแนวนี้เลยก็ว่าได้ เพราะทาง KFC เป็นผู้จัดทำเอง

และในอีกมุมหนึ่ง อ้างอิงตามหลักของ “หลักการทางจิตวิทยาของ Pavlov” ที่เป็นคีย์สำคัญของการตลาดรูปแบบนี้คือ

  1. รูปแบบการตลาดนี้จะนำ “เกมส์” มาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความอยากที่จะปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนั้นๆ โดยมีเป้าหมายเป็น “เส้นชัย (หรือของรางวัล)” และหากทำไม่สำเร็จก็จะมีการลงโทษ (แพ้)

  2. และเมื่อกลุ่มเป้าหมายมีความอยากที่จะปฏิสัมพันธ์ มีส่วนร่วมกับได้อย่างมีความสุข โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกยัดเยียดอยู่

  3. ยิ่งสุข ยิ่งสนุก ยิ่งมีส่วนร่วม ยิ่งเป็นเหมือนการสร้างประสบการณ์ด้านบวกเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ถ้าสนใจอยากทำ Gamification Marketing บ้างจะต้องเริ่มอย่างไร ?

สำหรับใครที่อยากลองสร้างไอเดียทำการตลาดแบบ Gamification Marketing ดูบ้าง ก่อนอื่นจะต้องเริ่มต้นด้วยการพิจารณาตามแคนวาสดังต่อไปนี้

Gamification Canvas Model จาก http://nuriasamper.com/gamification-canvas-model/
  1. เริ่มต้นด้วยการวางแผน “กลุ่มเป้าหมาย” ที่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดของการตลาดก่อน โดยจะสามารถแบ่งได้หลายแบบตามเป้าหมายเลย เช่น แบ่งตามพื้นที่ เพศ อายุ หรือแม้แบ่งตามความรู้สึก

  2. วางแผน “ตัววัดผล” และ “วางระยะเวลาวัดผล” รวมทั้งการเลือกเป้าชี้วัดว่าจะเอาอะไรมาวัด เช่น ยอดขาย การเข้าถึง จำนวนผู้เล่น หรือแม้แต่จำนวนที่ผู้เล่นแพ้ / ชนะ

  3. วางแผน “เครื่องมือที่ผู้เล่นเกมส์จะเข้าถึง” ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ การเข้าถึงคือสิ่งสำคัญที่สุด นักการตลาดควรวางพื้นที่เข้าร่วมเกมส์อย่างชัดเจน ว่าจะสามารถเล่นผ่านช่องทางใดได้บ้าง

  4. วางตัว “Mechanics ของเกมส์ให้ดี” ในเรื่องขององค์ประกอบและกลไกการทำงานของเกมส์ ไม่ใช่หน้าที่ของนักพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นหน้าที่หลักของนักการตลาดที่จะต้องวางแผนว่า “แบรนด์ควรทำอะไร อยู่ต้องไหน และสร้างผลลัพท์จากจุดต่างๆได้อย่างไร”

  5. วางแผน “Interaction ระหว่างเกมส์ แบรนด์ และผู้เล่น” หรือจะเรียกว่าการวาง “เป้าหมายของการเล่นเกมส์เลยก็ว่าได้” เพราะหากขาดจุุดนี้ไป การเล่นเกมส์ครั้งนี้ก็ไร้ความหมายแน่นอน คีย์หลักเลยก็คือ “ผู้เล่นจะเอาชัยชนะไปทำอะไรได้บ้าง และทำอย่างไรให้ผู้เล่นกลับมาเล่นอีก พร้อมบอกต่อ”

แต่ต้อง Remark กันไว้นิดนึงว่า “การตลาดรูปแบบ Gamification Marketing” ไม่ได้สร้างความสำเร็จและภาพจำด้านบวกเสมอไป ยังมีอีกหลายเคสที่ล้มไม่เป็นท่าเช่นเดียวกัน

และในครั้งนี้ KFC ออกตัวแรงและน่าสนใจมากเลยทีเดียว เราลองมาจับตาดูไปพร้อมกันว่า “แคมเปญนี้ KFC จะมีผลลัพท์ออกมาเช่นไร” แต่วัดที่ 24 กันยายนนี้ ไปลองเล่นกันดูนะครับ

ที่มา : https://store.steampowered.com/app/1121910/I_Love_You_Colonel_Sanders_A_Finger_Lickin_Good_Dating_Simulator/

https://www.marketingoops.com/exclusive/in-game-marketing/

https://www.marketingoops.com/exclusive/how-to/gamification-marketing/

Continue Reading

EDUCATION

กฎพื้นฐาน “5 ข้อสำหรับการสื่อสารเพื่อธุรกิจ” และคนทั่วไป

Published

on

“การพูดคือการแบ่งปัน ส่วนการฟังก็คือการใส่ใจกันนั่นเอง

“การสื่อสาร” มักเป็นประเด็นปัญหาระดับท็อปฮิตทั้งในระดับส่วนตัว และในระดับองค์กร เพราะ มุมมองเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสาร

“อาจทำให้อีกฝ่ายมองว่าคุณเป็นคนที่ไว้วางใจได้ ถึงคุณพูดไม่เก่ง แต่อีกฝ่ายก็จะยอมรับฟังคำพูดของคุณ แต่ถ้าอีกฝ่ายมองว่าคุณเป็นคนขี้บ่นและจู้จี้จุกจิก แค่คุณตั้งท่าจะชวนคุย อีกฝ่ายก็ระแวงแล้วว่าน่าจะไม่ใช่เรื่องดี และไม่ยอมเปิดใจรับฟัง” ได้เช่นเดียวกัน

ซึ่ง 5 สาเหตุหลักๆ ต่อไปนี้อาจทำให้คุณสื่อสารกับคนอื่นไม่รู้เรื่องก็ได้นะ

คุณเคยลองสังเกตุตัวคุณเองหรือเปล่าครับว่า เวลาที่คุณสื่อสารอะไรไปแล้วคนฟัง “มักเหม่อคำพูดของคุณบ้างหรือเปล่า ??” หากเป็นอยู่คุณอาจมีสาเหตุหลักๆ 5 สาเหตุด้วยกันดังนี้

คุณไม่มีความมั่นใจในตัวเอง : มันอาจเป็นข้อตายตัวของเรื่องการพูดของทุกๆ คนจริงๆ ครับคุณคิดตามผผผมนะครับหากเรื่องที่คุณจะสื่อสารออกไปคุณยังขาดความมั่นใจอยู่แล้วคุยจะสื่อสารให้ผู้ฟังรับรู้ได้อย่างไร

คุณไม่รู้ว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไร : ปัญหาที่ทำให้หลายๆ คนสื่อสารแบบวกไปวนมากหรือบางทีก็ดูไม่เข้าใจก็เพราะบางคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ประเภทมีเรื่องนั้นก็ไปทางหนึ่ง พอมีเรื่องนี้ก็ไปอีกทาง บ้างก็พูดไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถโฟกัสได้ว่าจะเอาอะไรเป็นสำคัญ

คุณเรียงลำดับความคิดไม่ถูก : ในการสื่อสารของแต่ละครั้งก็เหมือนกับการเล่าเรื่องบางอย่างให้อีกฝั่งได้รู้เรื่อง และความสำคัญที่สุดคือคุณสามารถเล่าเรื่องนั้นให้คนอื่นเข้าใจและติดตามได้ง่ายแค่ไหน ทำไมเรื่องราวบางเรื่องเราฟังครั้งเดียวก็รู้ว่าอะไรคืออะไร 

คุณไม่มีข้อมูลที่หนักแน่นพอ : ปัญหาที่หลายๆ คนมักจะเจอคือการพูดแบบห้วนๆ โดยไม่มีข้อมูลหรือเหตุผลสนับสนุน จนทำให้สารหลายๆ อย่างดูล่องลอย บ้างก็ไม่น่าคล้อยตาม ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าคุณสามารถอธิบายหลักเหตุผลรวมทั้งสิ่งที่สามารถเอามารองรับและสร้างน้ำหนักให้กับสิ่งที่คุณพูดแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่คนอื่นจะเชื่อคุณ 

คุณใช้อารมณ์ในการสื่อสารมากไป : สิ่งที่ตรงข้ามกับเหตุผลก็คือตัวอารมณ์ซึ่งหลายๆ ทีเป็นตัวฉุดให้หลายๆ ครั้งของการพูดคุยเสียเรื่องไป ทั้งนี้เพราะการใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้อีกฝั่งรับรู้อารมณ์ของคุณได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งนี้อาจเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ใครหลายคนอาจไม่สนใจในตัวคุณเวลาที่คุณสื่อสารอะไรให้เค้าฟังก็ได้นะครับ

แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะเพื่อให้คนที่ฟังเราสนใจในตัวเราจริงๆ กันนะ

เพราะการสื่อสารไม่ใช่เรื่องยากเลยครับที่จะทำให้เข้าใจในตัวคุณนั้นแค่คุณนั้นต้องตั้งเปลี่นย Mind Set กันใหม่เสียก่อนเพราะหากยังยึดพฤติกรรมเดิมๆ รับรองได้เลยครับยังไงสื่อสารอะไรไป ผู้ฟังก็อาจทำพฤติกรรมเดิมๆ กับคุณได้แค่เริ่มจาก

  • การมีบุคลิกภาพที่ดีขณะพูดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราดูพร้อมและมีความมั่นใจ รวมทั้งการเลือกใช้ภาษากายที่เหมาะสม ก็สามารถทำให้การพูดน่าสนใจขึ้นขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวางมือ หรือการมองตา
  • ศึกษาและทำความเข้าใจผู้ฟังล่วงหน้า เพื่อให้เราสื่อสารได้อย่างเหมาะสมกับผู้ฟังมากขึ้น
  • เลือกใช้ระดับเสียงเพื่อดึงให้ผู้ฟังสนใจ และจะช่วยให้เราสื่อสารออกไปได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น
  • เว้นจังหวะเล็กน้อย เมื่อต้องการพูดเรื่องสำคัญ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ฟัง หรือหยุดเมื่อพูดเรื่องสำคัญจบ เพื่อให้ผู้ฟังได้คิดตาม
  • ลองหาคำพูดที่คิดว่าสามารถสร้างสีสัน หรือดึงความสนใจได้มาใช้ แต่ต้องระวังอย่าใช้ภาษาที่เป็นคำเฉพาะกลุ่ม หรือศัพท์เทคนิคมากเกินไป

แต่เราก็ยังมีพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณนั้นพูดคุยได้รู้เรื่องมากกว่าเดิมด้วย กฎพื้นฐาน 5 ข้อสำหรับการสื่อสาร

  1. เพิ่มพลังการสื่อสารให้ตัวเอง

    ▪ ต้องมีเทคนิคที่จะทำให้คนอื่นวางใจและรู้สึกร่วม
    ▪ คนเราจะตั้งใจฟังเฉพาะคนที่ชอบเท่านั้น
    ▪ การสื่อสารไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะกัน แต่เป็นการสร้างสะพานระหว่างเรากับอีกฝ่าย
  2. พิจารณาว่าคำพูดมีความหมายอย่างไรกับอีกฝ่าย

    ▪ คนเราไม่อยากฟังเรื่องที่ไม่มีความหมายหรือไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองอยู่แล้ว
    ▪ คำพูดเราเป็นข่าวสารที่มีประโยชน์ มีความรู้ การให้กำลังใจ หรือน่ายินดีสำหรับอีกฝ่ายหรือไม่
    ▪ เราคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังได้ฟัง
  3. กำหนดเรื่องที่อยากจะสื่อสารให้ชัดเจน

    ▪ อยากพูดอะไร
    ▪ ทำไมต้องคุยกับคนนี้
    ▪ หลังจากได้คุยแล้วอยากทำอะไรต่อไป
  4. ให้เหตุผลประกอบความคิดเห็น 

    เนื่องจากทุกคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง หนังสือจะแนะนำวิธีคิดหาเหตุผลจากมุมมองหลายๆ ด้านเพื่อให้เราเข้าใจคนอื่นด้วย และสามารถโน้มน้าวใจผู้อื่นได้ด้วยการใช้หลักเหตุผล
  5. ซื่อตรงต่อความรู้สึก

    เพราะความรู้สึกขณะพูดสำคัญกว่าคำพูดเสียอีก และอาจทำให้ใครหลายๆ คนอินไปกับความรู้สึกจึงทำให้เค้าสนใจในตัวคุณมากขึ้นได้อีกด้วย

ก่อนจะเริ่มต้นสื่อสาร คุณต้องนึกให้ได้ทุกครั้งว่าเป้าหมายหรือใจความสำคัญของการสื่อสาร คือ “การถ่ายทอดความคิดตัวเองให้คนอื่นเข้าใจ” ไม่ใช่การเอาชนะหรือเพื่อทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด ถ้าตั้งเป้าผิด แค่คุณเริ่มต้นก็ผิดแล้ว

แต่คุณก็สามารเพิ่มพลังการสื่อสารให้ตัวเองได้อีกด้วย

ซึ่งวิธีที่จะแนะนำนี้เป็นวิธีการที่ดีและผมเองก็เอามาใช้บ่อยเวลาต้องพูดเรื่องที่ต้องการจะสื่อสารให้ใครสักคนได้รับรู้ถึงข้อมูลดังที่เราต้องการจะสื่อให้เค้าฟัง ยกตัวอย่างเช่น

  • เช็คก่อนว่าภาพลักษณ์เราในสายตาคนอื่นเป็นยังไง เพราะคนพูดสำคัญกว่าเรื่องที่จะพูด คุณคิดว่าตัวคุณเป็นสื่อแบบไหน มีพลังในการสื่อสารแบบไหน ถ้าลองคิดถึงสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ ช่องทีวี หรือเพจเฟซบุ๊ค แต่ละสื่อล้วนมีภาพลักษณ์และจุดแข็งในแบบตัวเอง ถ้าเอาข่าวน่าเชื่อถือไปยัดใส่ปากคนที่มีภาพลักษณ์ไม่น่าไว้ใจ ตัวข่าวเองก็คงดูลดความน่าเชื่อถือลงเยอะ สำหรับคนธรรมดาก็ไม่ต่างกัน คุณต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีและน่าไว้ใจในสายตาคนอื่นเสียก่อน
  • โดยปกติแล้วคนเราจะพิจารณาเนื้อหาที่ได้ฟังควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ของคนพูด ถ้าคุณมีภาพลักษณ์ที่ดี คนก็จะยอมรับฟังคำพูดของคุณง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นคุณต้องทำตัวเป็นสื่อที่ผู้คนอยากรับฟัง ให้ลอง ถอยออกมาพิจารณาตัวคุณเองจากมุมมองของคนอื่นดูว่าแท้จริงแล้ว “คุณอยากให้คนอื่นมองตัวเองแบบไหน” และสุดท้ายเราก็แค่เลือกว่าจะแสดงภาพลักษณ์ของตัวเองในด้านไหนให้คนอื่นเห็น ส่วนวิธีการสร้างนั้นก็สร้างได้หลายทางผ่านทางพฤติกรรม การแต่งกาย สีหน้า การปฏิบัติต่อผู้อื่น การอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ผลงาน เป้าหมายในชีวิต

การพูดที่ดีก็เหมือนกับการสร้างสะพานเชื่อมโยงตัวเรากับอีกฝ่าย

เพราะการสื่อสารเป็นการเชื่อมโยงกันเหมือนดังสะพานที่จะต้องมีจุดหมายปลายทางคืออีกฝั่งที่เราจะข้ามไป ซึ่งเทคนิคการสร้างสะพานมีหลายทาง ตั้งแต่

  • การใช้หลักเหตุผล คือ หาข้อสนับสนุนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ทั้งคู่
  • การใช้ความรู้สึกร่วม คือ แสดงท่าทีหรือคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเรามีความรู้สึกร่วมไปกับเขาด้วย
  • สร้างความไว้วางใจ อันนี้ถือเป็นขั้นสุด ซึ่งถ้าทำได้จะทำให้เกิดสายสัมพันธ์ในใจทั้งสองฝ่าย

แล้วจะโน้มน้าวใจผู้ฟังอย่างไรล่ะ ??

เพราะการพูดให้คนฟังนั้นง่ายแต่คุณจะโน้มนามใจผู้ฟังได้อย่างไรดีล่ะเพราะการที่จะทำให้ผู้ฟังนั้นรับฟังคุณไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ซึ่งผมก็นำวิธีเล็กๆ น้อยมาแนะนำให้คุณ

  • สิ่งที่สำคัญในการสื่อสารคือ ความคิดเห็น (สิ่งที่เราอยากบอก) กับ เหตุผล (สิ่งที่จะช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจความคิดเห็นของคุณ) เพราะฉะนั้นเวลาพูดควรมี 2 สิ่งนี้ควบคู่กัน โดยจะบอกส่วนไหนก่อนก็ได้
  • สำคัญคือ คุณต้องรู้จริงๆ ว่าตัวเองอยากพูดอะไร สำหรับเรื่องง่ายๆ ก็น่าจะไม่ยาก แต่ถ้าโดนถามคำถามที่เราไม่รู้ข้อมูล ไม่มีความรู้ ก็อาจจะตอบยากขึ้น เช่น คิดยังไงกับเรื่องที่ประเทศเกาหลีเหนือลักพาตัวคนญี่ปุ่น ถ้าคุณไม่รู้รายละเอียด ก็อาจจะแสดงความคิดเห็นไม่ได้
  • สิ่งที่ทำได้คือ ฝึกถามคำถามตัวเองบ่อยๆ ทำตัวเหมือนเป็นนักสัมภาษณ์ตัวเอง คือ ถาม ตอบ ถาม ตอบ โดยอาจใช้คำถามประเภท 5W 1H ก็ได้ เช่น ปัญหานี้เกิดเมื่อไหร่ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับใคร เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดที่อื่นด้วยไหม ตอนนั้นปัญหาคลี่คลายได้อย่างไร การสัมภาษณ์ที่ดีจะค่อยๆ ดึงเอาความรู้สึกในใจออกมาได้เองครับ
  • เมื่อเราสื่อสารกับตัวเองได้ดี การสื่อสารกับคนอื่นก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

แต่ทั่งหมดนี้ที่ผมพูดไปก็คงบอกไม่ได้ว่าคุณจะใช้ได้จริงหรือเปล่าเพราะถ้าหากคุณนั้นยังไม่ได้คิดจะลองเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ Mind Set ใหม่ๆ เพื่อเข้าใจในการเป็นพูดฟังให้มากแล้วล่ะก็การพูดของคุณเองก็เป็นเรื่องไร้สาระได้เช่นกัน

Cr : หนังสือเรื่อง “พูดให้คนเข้าใจ…ง่ายแบบนี้เอง” ผู้เขียน Zuni Yamada (ซูนี ยะมะดะ)
medium
jobthai
nuttaputch

Continue Reading
LIFESTYLE2 สัปดาห์ ago

มาแล้ว! YouTube Premium ใช้ฟรี 1 เดือน ไม่มีโฆษณาคั่น

INNOVATION2 เดือน ago

คนไทยใช้ Google น้อยจริงหรือ ? มาเช็ก DATA ไปพร้อมกัน

MARKETING TIPS2 เดือน ago

กูรูแนะนำ “ยิงแอดโดยใช้ Funnel ได้ผล” แล้วอะไรคือ Funnel ? มาหาคำตอบกัน

MARKETING TIPS2 เดือน ago

6 เทรนด์ที่เอเจนซี่และสายยิงแอด ต้องรู้ ข้อมูลตรงจาก Facebook

CREATIVITY2 เดือน ago

KFC เปิดตัวเกมส์จีบผู้พัน “รับกระแส Gamification Marketing”

EDUCATION2 เดือน ago

กฎพื้นฐาน “5 ข้อสำหรับการสื่อสารเพื่อธุรกิจ” และคนทั่วไป

CONTENT TIPS3 เดือน ago

LinkedIn เผย Future Of Skills 10 ทักษะเฉพาะทางที่ “ตลาดต้องการมากที่สุด”

CREATIVITY3 เดือน ago

Pornhub ปล่อยแคมเปญ “หนังโป๊ที่สกปรกที่สุด” หวังคนตระหนัก “ปัญหาขยะในทะเล”

LIFESTYLE3 เดือน ago

“Off-Facebook Activity” ฟีเจอร์ใหม่จาก Facebook เพื่อความเชื่อมั่นด้าน Privacy

CREATIVITY3 เดือน ago

เหตุผลที่ทำไมคนไทยหันมาเป็น Youtuber กันเยอะ ?

NEWS UPDATE8 เดือน ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

LIFESTYLE9 เดือน ago

มนต์เสน่ห์ที่ถูกลืมของกล้องฟิล์ม ถูกปลุกคืนชีพด้วยเหล่าคนดัง!

CREATIVITY7 เดือน ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

CREATIVITY9 เดือน ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

CONTENT TIPS5 เดือน ago

บรีฟให้เคลียร์! อะไรคือการวัดผลแบบ Quality Ranking ใน Facebook Ads

CREATIVITY3 เดือน ago

Pornhub ปล่อยแคมเปญ “หนังโป๊ที่สกปรกที่สุด” หวังคนตระหนัก “ปัญหาขยะในทะเล”

CONTENT TIPS10 เดือน ago

จับตามองให้ดีกับ “คอนเทนต์ 4 ประเภท” ที่มาแน่ในปี 2019

EDUCATION5 เดือน ago

จุฬาฯเปิดคอร์สออนไลน์ฟรี! กับหลักสูตรการตลาดมีหัวใจ “Heartful Marketing”

MARKETING TIPS8 เดือน ago

Facebook Business เปิดโอกาสให้พัฒนาธุรกิจผ่าน “Success Stories” ส่องธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

NEWS UPDATE4 เดือน ago

Facebook ประกาศลบเพจในไทย 10 เพจ และผู้ใช้อีก 12 บัญชี

Facebook

Trending