Connect with us

MARKETING TIPS

“Black Friday” คืออะไร ? กับกรณีน่าศึกษา – คนไทย 4 ใน 10 กำลังรอซื้อโปรนี้

Published

on

“Black Friday” เทศกาลแห่งการชอปที่แรงไม่แพ้วันคนโสด 11.11 ซึ่งหลาย ๆ คนมักจะเคยได้ยินคำนี้และโด่งดังจากแบรนด์ดังต่างๆ ที่แห่กันลดราคากระหน่ำพอๆ หรือลดกันอย่างบ้าคลั่ง

แต่ทำไม “Black Friday” ถือเป็นไวรัลพูดกันติดปาก บางคนถึงกับต้องเก็บออมตังมาเพื่อรอวันนี้เพียงวันเดียว มาทำความรู้จักวันนี้ให้มากขึ้นกัน

จริงๆแล้ว Black Friday” เป็น #ชื่อวัน ที่คนมักจะเรียกแทนวันศุกร์ที่ต่อจาก วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Thanksgiving ต้องเป็นวันพฤหัสบดีในสัปดาห์ที่ 4 ของพฤศจิกายน ดังนั้น Black Friday ซึ่งต้องเป็นวันหลัง Thanksgiving เพื่อเป็นวันเริ่มต้นแห่งการชอปปิ้งของสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มตั้งแต่ปี 1952

หลังจากนั้น ช่วงปี 1980 เป็นต้นมา Black Friday จึงกลายเป็นเทศกาลแห่งการชอปปิ้ง และโปรโมชั่นการลดราคาที่ยิ่งใหญ่ โดย Black Friday จะตรงกับ วันศุกร์ ในสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

แน่นอน! ว่าร้านค้า หรือแบรนด์ดังต่าง ๆ ก็ร่วมทำโปรโมชั่นลดราคาแรง เพื่อกระตุ้นการขายและมอบความสุขกับราคาสินค้าที่ซื้อมา ซึ่งบางร้าน หรือบางแบรนด์ ไม่ได้ลดเฉพาะ Black Friday วันเดียวเท่านั้น! แต่อาจลากโปรโมชั่นนี้มาถึงวันอื่น ๆ ด้วย จึงกลายเป็นอีกวัน ที่เรียกว่า Cyber Monday

“Cyber Monday” เกิดขึ้นมา เพราะถือว่าเป็นอีกวันที่มีการจัดโปรโมชั่นของร้านค้าออนไลน์ที่ลากยาว ตั้งแต่ Black Friday ไปจนถึงวันจันทร์เลยทีเดียว จึงเป็นที่มาของคำนี้ แต่น้อยที่จะเจอคำว่า Cyber Monday ซึ่งจะใช้การจัดโปรโมชั่นถึงวันที่เท่าไหร่แทน นั่นเอง

Black Friday ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

หลายแบรนด์ดังในไทยก็แห่กันลดราคาสินค้ากันอย่างกระหน่ำ ซัมเมอร์เซลล์ไม่แพ้ทางฝั่งประเทศต้นกำเนิดเลยทีเดียว โดยเฉพาะที่เป็นกระแสก็คงจะหนีไม่พ้น Central Department Store ที่ประชาสัมพันธ์กันต่อเนื่องมาหลายวันก่อนหน้านี้

กับแคมเปญ #DontDieTillThatDay พร้อมด้วยแคปชั่นสุดโดน

จะโป๊ะแค่ไหน จะพังเรื่องอะไร ยังไงก็ต้องมาช้อป! เพราะ Central Midnight Sale จัดดีลแรงๆ ให้ช้อปมันส์ยันเที่ยงคืน นอกจากสินค้าทุกแผนกที่ลดสุงสุดถึง 70% แล้ว ยังมีส่วนลดจากบัตรเครดิต ลดด้วยคะแนนเดอะวัน แถมได้คูปองเงินสดและเครดิตเงินคืนอีก!

ปักหมุดวันไว้ให้ดี ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. 62 – 8 ธ.ค. 62 งานนี้ #DontDieTillThatDay
เจอกันได้ที่เซ็นทรัลทุกสาขา

ทาง Lazada ก็ปล่อยแคมเปญในแต่ละประเทศกันไม่แพ้เจ้าอื่น ที่ลดสูงสุดกันถึง 80% ซึ่งของไทยก็ติดแคปชั่นไว้เด่น ๆ ว่า ลดกระหน่ำทุกหมวดหมู่สินค้า มาช้อปกันในวันที่ 24 พ.ย. วันเดียวเท่านั้น!!!

ทาง Shopee ก็จัดเต็มไม่แพ้กันกับ 12.12 Black Friday Cyber Monday Sale 2019

นี่ยังไม่นับรวมแบรนด์เล็ก และห้างดังท้องถิ่นหลาย ๆ แห่งที่จัดเต็ม ทั้งลดแหลก 80% 90% 1 แถม 1 อีกมากมาย รู้แบบนี้แล้วก็ชอปกันอย่างมีสติกันนะครับ

บริษัทวิจัยสหรัฐเชื่อ ยอดขาย “แบล็กฟรายเดย์” สดใส คาดเกือบ 2 ล้านล้าน โตสูงสุด 7 ปี ตลาดแรงสุดคือ “ตลาดออนไลน์”

จากข้อมูลของ โกลบอลดาต้า รีเทล (บริษัทวิจัยธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐ) ระบุว่า ทางบริษัทมีการคาดการณ์ว่า

“ยอดการจับจ่ายใช้สอยทั้งหมดในเทศกาล Black Friday ช่วงวันที่ 23 พ.ย. เป็นต้นไป จะมีเพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน และอาจจะแตะที่ 5.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.97 ล้านล้านบาท) เลยทีดียว นี่เป็นอนาคตที่สดใสในรอบตั้งแต่ปี 2011”

นอกจากนี้ทาง อะโดบี ดิจิทัล อินไซต์ส บริษัทวิจัยการตลาดดิจิทัล ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า “ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางมือถือสมาร์ทโฟน คิดเป็นสัดส่วนถึง 54.4% และซื้อจากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ คิดเป็น 36.7%” โดยมีมูลค่ารวมถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท)

สำหรับนักชอปชาวไทยก็มาแรงไม่แพ้กัน อ้างอิงจากผลวิจัยของ Black-Friday.Global ประจำปี 2561 ระบุว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามคนไทยนั้น ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับ Black Friday

และยังระบุอีกว่าในประเทศไทยมียอดขายเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับช่วงวันธรรมดา และวางแผนที่จะใช้จ่ายชอปปิงทั้งแบบออนไลน์และร้านค้าทั่วไป ประมาณ 5,937 บาท หรือ 193 ดอลลาร์สหรัฐฯ

โดย BLT Bangkok ระบุว่า จากบทสัมภาษณ์ของ คุณรวิศรา จิราธิวัฒน์ – ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เจดี เซ็นทรัล ให้ข้อมูลว่า


“เนื่องด้วยกระแสนิยมการชอปปิงออนไลน์ได้กลายมาเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน มหกรรมลดราคาจึงเป็นเทศกาลที่กลุ่มนักชอปเฝ้ารอคอยที่จะจับจ่ายใช้สอยส่งท้ายปลายปี โดยสินค้าในประเทศที่คนไทยนิยมซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซ ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าสุขภาพและความงาม และเครื่องใช้ไฟฟ้า”

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก : https://www.prachachat.net/csr-hr/news-296996

ทาง BLT Bangkok ยังให้ข้อมูลอีกว่า ตลาดช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เทศกาล Black Friday เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วถึงขั้นว่า ประชากรไทย 4 ใน 10 คน รอที่จะซื้อสินค้าและเข้าร่วมกับ เทศกาล Black Friday ในปี 2562 (ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์) และเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 26.72% ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ “เรื่องของราคาที่ลดลง”

ซึ่งบอกเลยครับว่า “น่าจับตามองเป็นอย่างมากว่าในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป แต่ละแบรนด์จะปรับกลยุทธ์การแข่งขันกันอย่างไรบ้าง นอกจากเรื่องการลดราคาที่หลายแบรนด์ก็ทำเหมือนกัน กลยุทธ์ไหน ปัจจุจัยไหน จะครองใจผู้บริโภคได้มากกว่ากัน

ที่มา : https://www.bltbangkok.com/article/info/8/1745

https://www.prachachat.net/csr-hr/news-296996

http://news.room44.net/news/ttbmrktpr

https://www.thumbsup.in.th/mobile-black-friday

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

MARKETING TIPS

ให้ธุรกิจท้องถิ่นของคุณอยู่รอดในโลกออนไลน์ ผ่านการทำ Local SEO

ปัจจุบันคนค้นหาสถานที่ ร้านค้า ธุรกิจ แม้กระทั่งร้านอาหารที่จะกินผ่าน Google เป็นประจำ มารู้จัก Local SEO ที่ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นของคุณขึ้นหน้าหนึ่งของ Google ได้

Published

on

หากพูดถึงการทำให้ธุรกิจติดเทรนด์การค้นหาใน Google หลาย ๆ คนย่อมรู้จัก SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการดันให้หน้าเว็บไซต์หรือหน้าแฟนเพจของตนเองนั้นแสดงผลในหน้าแรกของการค้นหา โดยเป็นการทำการตลาดออนไลน์แบบฟรี ๆ

อะไรคือ Local SEO ?

ในปัจจุบันการค้นหาสิ่งที่เราต้องการ Google มักจะคำนึงถึงพิกัดจากการค้นหาของเราเสมอ ทำให้การค้นหาสิ่งเดียวกันในต่างสถานที่ ผลการค้นหาที่ได้ก็จะไม่เหมือนกัน เช่น การค้นหาคำว่า “ร้านก๋วยเตี๋ยว” ที่กรุงเทพฯ กับที่เชียงใหม่ก็จะแสดงผลที่ต่างกัน
ซึ่งการทำ Local SEO นั้น จะส่งผลต่อการค้นหาแบบนี้โดยตรง เพราะ Algorithm การค้นหาของ Google ออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้ค้นหาในแต่ละพื้นที่ โดยสิ่งที่สำคัญในการทำ Local SEO ประการแรก ๆ คือคุณต้องมีโปรไฟล์ Google My Business สำหรับธุรกิจของคุณ

การค้นหาคำว่า บริษัท Marketing agency ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

รู้จัก Google My Business

การสร้าง Google My Business ให้ธุรกิจของคุณนั้น ต้องใส่องค์ประกอบให้ดีดังนี้

  • ชื่อองค์กรธุรกิจ
  • ที่อยู่ของบริษัทหรือธุรกิจ โดยระบุพิกัดด้วย Google Map
  • หมายเลขโทรศัพท์ใช้ติดต่อของธุรกิจ
  • ช่วงเวลาทำการ
  • ลิงก์เชื่อมต่อไปยัง Website หรือ Fanpage
  • ประเภทของธุรกิจว่าทำเกี่ยวกับอะไร
  • และอย่าลืมใส่รูปภาพประกอบให้ครบถ้วนตามที่กำหนด
  • ซึ่งหลังจากสร้าง Google My Business แล้ว คนที่เคยมาใช้บริการจะสามารถ Review แสดงความคิดเห็นได้ว่าธุรกิจของเราเป็นอย่างไร โดยมีผลต่อ Local SEO อย่างมาก
Google My Business

การใช้ Local SEO Keyword ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ในส่วนของการใช้ Keyword ต่าง ๆ เพื่อประกอบ Local SEO นั้นมีผลต่อการค้นหาโดยตรง ลองใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นโดยตรงของเราก็จะทำให้การค้นหาติดหน้าหนึ่งได้ง่ายขึ้น เช่น ประเภทธุรกิจ + พื้นที่ทำการ ตัวอย่าง บะหมี่เจ้าอร่อยหลัง มช. , ร้านกาแฟชิลล์ ๆ ย่านลาดพร้าว โดยส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Title เสมอไป อาจจะอยู่ในส่วนอื่นก็ได้

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจท้องถิ่นการทำ Local SEO จะช่วยให้ธุรกิจของคุณติดเทรนด์การค้นหาได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้มีผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มจากเดิม ผู้คนในพื้นที่หรือคนที่แวะมารู้จักมากยิ่งขึ้น แม้ธุรกิจของคุณจะไม่ใช่ธุรกิจใหญ่ ก็สามารถดึงดูดลูกค้าเข้ามาเพิ่มได้ ช่วยเพิ่มรายได้ของคุณ และส่งผลให้ธุรกิจอยู่รอดได้ไปอีกยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก : padveewebschool , seosogood , papayiw
อ่านบทความเกี่ยวกับ SEO เพิ่มเติมได้ที่ :
เช็คอันดับเว็บไซต์ SEO ด้วยเครื่องมือฟรี ทำง่าย ง๊าย ทำได้ด้วยตัวเอง
ไม่มีเว็บไซต์ก็ขึ้นเสิร์ชหน้าแรกได้ถอดรหัสการทำ SEO จาก Google


ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

MARKETING TIPS

7 Marketing Trends เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในปี 2021

เพราะความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไป การปรับตัวของธุรกิจจึงสำคัญเพื่อความอยู่รอดในสถานการณ์ปัจจุบัน

Published

on

By

7 marketing trends 2021 “เพราะความคาดหวังของผู้บริโภคมีมากขึ้นกว่าปกติ” และการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้สึกถึงการมีส่วนร่วมกับแบรนด์และแบรนด์ก็ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ นั่นเป็นโอกาสที่จะทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าและบริการได้เร็วยิ่งขึ้น

ผลวิจัยเกี่ยวกับ Global Marketing Trends 2021 จาก Deloitte พบว่าความต้องการของผู้บริโภคปลี่ยนไป ทำให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังในตัวแบรนด์รวมถึงความคาดหวังในสินค้าและบริการที่มากขึ้น จากการวิจัย Deloitte จึงได้นำมาพัฒนาเป็นเทรนด์การบริหารธุรกิจรวมทั้งหมด 7 เทรนด์ซึ่งประกอบไปด้วย

Purpose : วัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ

การยึดมั่นในวัตถุประสงค์ของแบรนด์หรือธุรกิจ คือการขับเคลื่อนบริษัทเพื่อแสดงจุดยืนในการสร้างบริษัท สร้างสรรค์สินค้าและบริการขึ้นมาเพื่อให้คนในองค์กรหรือบริษัทได้รับรู้ว่าสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และสร้างมาเพื่อใคร ซึ่งถ้าหากบริษัทไม่มีวัตถุประสงค์หรือจุดยืนเป็นของตัวเองก็จะไม่มีความโดดเด่น ไม่มีเอกลักษณ์ และจะไม่เกิดแรงผลักดันที่จะทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้

Agility : การทำงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

การปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีความคล่องแคล่วว่องไว มีกระบวนการสร้างสรรค์ที่รวดเร็ว และมีการทำงานที่เหมาะสมจะทำให้ธุรกิจก้าวไปข้างได้ไกลและรวดเร็วขึ้น โดยผู้บริโภคจะให้ความสำคัญ สนใจและจดจำธุรกิจที่มีการปรับตัวและตอบสนองผู้บริโภคได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการปรับเปลี่ยนการทำงานที่รวดเร็วและตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้ว่องไวและมีประสิทธิภาพจะทำให้แบรนด์เป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น

Human Experience : ประสบการณ์และความรู้สึกของมนุษย์

การทำงานโดยเรียนรู้จากประสบการณ์ของมนุษย์จะทำให้มีความเข้าใจถึงความรู้สึกของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น โดยการทำธุรกิจถ้าหากว่าทำ campaign เพื่อเอาใจลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่ไม่นึกถึงหรือไม่ใส่ใจทีมงาน ธุรกิจก็ไม่สามารถพัฒนาหรือดำเนินการต่อไปได้ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าทำงานโดยหวังเพียงผลกำไรอย่างเดียวแต่ไม่นึกถึงความรู้สึกของทีมงานรวมถึงการเข้าไม่ถึงความรู้สึกของผู้ใช้สินค้าและบริการก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างถ่องแท้

Trust : การสร้างคุณค่าของแบรนด์เพื่อให้ผู้บริโภคเชื่อถือ

การสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ โดยการสร้างคุณค่าของแบรนด์ต่อผู้บริโภคคือการสร้างความน่าเชื่อถือ หรือการสร้างสัญญาต่อผู้บริโภค และถ้าหากว่าสิ่งที่ลูกค้าได้รับไม่เป็นไปตามที่ทางแบรนด์ได้โฆษณาไว้ ความน่าเชื่อและคุณค่าของแบรนด์ที่สร้างมาก็จะลดลงไปทันที

Participation : การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างลูกค้าและธุรกิจ/แบรนด์

การมีส่วนร่วมคือการทำให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์หรือธุรกิจให้มากขึ้น โดยอาจจะสร้างกิจกรรมหรือสร้างคอนเทนต์ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้ได้มีการพูดคุยหรือได้แสดงความคิดเห็นร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและรักในตัวแบรนด์ รวมถึงมีโอกาสที่ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าและบริการที่มากขึ้นอีกด้วย

Fusion : การผสมผสานและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

การค้นหาแนวทางการแก้ไข (Solution) โดยการนำเทคนิค ความรู้ หรือทักษะที่มีความแตกต่างกันออกไปมารวมกันเพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่าแบรนด์หรือธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถหาวิธีการหรือแนวทางแก้ไขที่แตกต่างไปจากเดิมได้ จะทำให้ความน่าสนใจลดลง ดังนั้นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขจึงเป็นการสร้างความดึงดูดและความน่าสนใจให้กับแบรนด์ได้มากเลยทีเดียว

Talent : การพัฒนาศักยภาพของทีมงาน

การพัฒนาศักยภาพของทีมงานในองค์กรเป็นการรักษาจุดเด่นของแบรนด์ไว้ เพราะทีมงานเป็นจุดเด่นและจุดสำคัญที่สุดของแบรนด์ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาที่ล้ำหน้าไปมากแต่ถ้าหากคนในองค์กรไม่เกิดพัฒนา ไม่เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ แบรนด์และองค์กรจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ จะทำให้องค์กรเกิดความล้าหลังไม่เติบโต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทีมงานหรือคนในองค์กรต้องพัฒนาความรู้และทักษะใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อการเติบโตและความก้าวหน้าของแบรนด์

จากข้อมูลวิจัย global marketing trends จาก Deloitte จะเห็นได้ว่าความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังในตัวแบรนด์รวมถึงความคาดหวังในสินค้าและบริการที่มากขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนธุรกิจและแบรนด์ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการบริหารธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : deloitte และ prachachat

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

MARKETING TIPS

2021 ยุคตื่นทองของ “Data-Driven Marketing” การตลาดสร้างยอดขายแห่งยุค

มาทำความรู้จักกับ “Data-Driven Marketing” การตลาดที่สายดิจิทัลควรรู้ไว้ ถ้าไม่อยากตกขบวน!

Published

on

มาทำความรู้จักกับ “Data-Driven Marketing” การตลาดที่สายดิจิทัลควรรู้ไว้ ถ้าไม่อยากตกขบวน!

ย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การทำการตลาดแบบ “Data-Driven Marketing” หรือ “การทำการตลาดด้วยการขับเคลื่อนข้อมูล” ยังเป็นไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะผู้ประกอบการต่างรู้สึกได้ว่าตัว “สินค้า” นั้นคือคีย์สำคัญ แต่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะอัลกอริทึมที่ได้พัฒนาไปเร็วกว่าการที่โลกหมุนรอบตัวเองแล้ว การตลาดแบบ Data-Driven Marketing นั้นกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการตลาดยุคใหม่ 5.0 เลยทีเดียว

Data-Driven Marketing คืออะไร?

Data-Driven Marketing หรือการทำการตลาดด้วยการขับเคลื่อนข้อมูล คือการนำข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกค้าที่มีต่อสินค้าหรือองค์กรนั้น ๆ มาผ่านกระบวนการวิเคราะห์ (Data Analytics) เพื่อให้เข้าใจในพฤติกรรม การมีส่วนร่วม ความชอบ แรงจูงใจของลูกค้าในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น อาจรวมถึงการทำนายพฤติกรรมในอนาคตอีกด้วย

Data ที่ใช้มีกี่ประเภท?

เมื่อรู้จักกับ Data-Driven Marketing แล้ว การเลือกใช้ประเภท “ข้อมูล” ให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพตรงตามโจทย์นั้นก็สำคัญ เพื่อให้การทำ Data-Driven Marketing ของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยพื้นฐานแล้วประเภทของ Data มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน นั่นก็คือ First Party Data, Second Party Data และ Third Party Data

First Party Data

First Party Data คือ ข้อมูลที่คุณได้เก็บสะสมมาด้วยตัวเองจากกลุ่มผู้ใช้หรือลูกค้าของเราเองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลผ่านการใช้งานบนเว็บไซต์หรือแอป ฯ ของเรา การติดต่อมาทาง Chat, Inbox, Messenger หรือ LINE ของเรา และอื่น ๆ อีกหลายช่องทางที่เราเก็บมาได้โดยตรงเพียว ๆ ซึ่งแปลว่าข้อมูลชุดนี้เชื่อถือได้แน่นอน

ประโยชน์ของข้อมูลประเภทนี้คือ คุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาแปลงเป็นการชักชวนให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าคุณอีกครั้งหรือไม่ให้หนีหายไปแบรนด์อื่น เรียกแบบย่อก็คือการทำ Retargeting นั่นเอง แต่ข้อจำกัดของข้อมูลประเภทนี้ก็คือ ต้องใช้ทรัพยากรและเวลาเป็นจำนวนมากในการรวบรวมข้อมูล อีกทั้งเราจะรู้แค่ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่เป็นขององค์กรเราเท่านั้น ซึ่งเราจะไม่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าของแบรนด์อื่นมีพฤติกรรมอะไรที่น่าสนใจเพื่อนำไปทำการตลาดแข่งขันได้

Second Party Data

Second Party Data คือ First Party Data ของคนอื่นนั่นเอง ซึ่งวิธีที่จะทำให้เราได้ข้อมูลนี้มาคือการซื้อขายมาตรง ๆ หรือการทำพาร์ทเนอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน

ข้อดีของข้อมูลประเภทนี้คือ ทำให้เราปลดล็อกขอบเขตข้อมูลกลุ่มลูกค้าของเราได้มากขึ้น ทำให้เราเข้าใจในบริบทของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่อยู่นอกเหนือจากของแบรนด์เราได้มากขึ้น สรุปคือทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ แล้วลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายเรากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาน่าจะกำลังคิดอะไรอยู่ และพวกเขากำลังน่าจะต้องการอะไรเป็น Next Best รวมทั้งการนำข้อมูลไปต่อยอดเพื่อทำ Personalized Marketing

แต่การทำพาร์ทเนอร์เพื่อให้ได้มาของ Second Party Data ทั้งสององค์กรต้องมีความไว้ใจกันมากพอที่จะแชร์ผลประโยชน์นี้ร่วมกัน และมีข้อจำกัดการใช้งานข้อมูลในส่วนของที่พาร์ทเนอร์เป็นเจ้าของ

Third Party Data

Third Party Data คือข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจากตัวกลางแหล่งต่าง ๆ ซึ่งมีตั้งแต่ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปจนถึงข้อมูล Demographic เฉย ๆ เลยก็มี ซึ่งข้อมูลประเภทนี้มีจำนวนมหาศาลมากกว่าสองประเภทก่อนหน้า แต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพที่ต่ำลงเช่นกัน เพราะมักจะเป็นชุดข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ไม่ได้ปัจจุบันทันด่วน

แนวทางการใช้ Data-Driven Marketing สร้างยอดขาย

  • ใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายมนการทำโฆษณา การมีข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราอยู่ในมือ ทำให้จัดการการโฆษณาให้ได้แม่นยำส่งถึงเป้าหมายโดยตรงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ใช้เพื่อทำความเข้าใจ Customer Journey ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องเข้าใจขั้นตอนการเดินทาง ก่อนการตัดสินใจซื้อของลูกค้าอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่ขั้นตอนและเหตุผลของการซื้อ ไปจนถึงซื้อเมื่อไหร่ในราคาเท่าใด Data-Driven Marketing จะช่วยให้คุณทำการตลาดได้เหมาะสมกับแต่ละช่องทางมากขึ้น
  • ใช้ออกแบบคอนเทนท์และการขาย เราสามารถใช้ Data-Driven Marketing เป็นตัวกำหนดรูปแบบ แนวทาง ไปจนถึงคีย์เวิร์ดที่จะใช้ในคอนเทนท์เพื่อการทำการตลาดและการขายให้ตรงตามความต้องการของลูกค้านั่นเอง
  • ใช้สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล หรือ “Personalized Marketing” เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด
  • ใช้เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ หรือกลับมาที่เว็บไซต์ของเราอีกครั้ง หรือ “Retargeting” เป็นการตลาดที่นำข้อมูลจากลูกค้าเก่าที่เคยเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการของเรา เพื่อไปเสนอขายสินค้าใหม่หรือเรียกให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของเราอีกครั้ง
  • ใช้ในการทำ SEO และ SEM โดยใช้ข้อมูลที่ได้มาจากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์หา “คีย์เวิร์ด” เพื่อใช้ในการทำ SEO และ SEM 

Data-Driven Marketing Case Studies

Netflix
Image Source: Netflix Tech Blog

Netflix ใช้ Data ของกลุ่มลูกค้าที่มีใช้ในการออกแบบปกโฆษณาของซีรีส์เรื่อง Stranger Things เพื่อให้สอดคล้องกับรสนิยมการดูหนังในอดีตของผู้ใช้แต่ละคนให้มากที่สุด เพราะความแตกต่างของบุคลิก ต่างความชอบ ย่อมถูกกระตุ้นได้ด้วยสื่อที่ต่างกันออกไป

Spotify
Image Source: Promoly

เช่นเดียวกนกับ Spotify ที่ใช้ Data ในการออกแบบเพลย์ลิสต์เพลงให้ออกมาตรงใจกับผู้ใช้ โดยนำ Machine Learning มาวิเคราะห์ Data และสร้าง Recommendation Engine

สุดท้ายนี้การทำ Data-Driven Marketing ที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ และคอยอัพเดตข้อมูลกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีอย่างที่คุณตั้งใจไว้

ขอบคุณข้อมูลจาก : การตลาดวันละตอน, Wisesight, Steps Academy, Heroleads

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
MARKETING TIPS16 ชั่วโมง ago

ให้ธุรกิจท้องถิ่นของคุณอยู่รอดในโลกออนไลน์ ผ่านการทำ Local SEO

MARKETING TIPS2 วัน ago

7 Marketing Trends เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในปี 2021

MARKETING TIPS3 วัน ago

2021 ยุคตื่นทองของ “Data-Driven Marketing” การตลาดสร้างยอดขายแห่งยุค

NEWS UPDATE3 วัน ago

Work From Home นี้ต้องมี กับแอปพลิเคชั่นที่จะทำให้คุณทำงานอยู่บ้านง่ายขึ้น

ธุรกิจแฟรนไชส์
MARKETING TIPS5 วัน ago

“ธุรกิจแฟรนไชส์” กับการต้านวิกฤต เรียนรู้ข้อดี พร้อมวิธีเตรียมตัว ก่อนรับเงินชิล ๆ

MARKETING TIPS7 วัน ago

ความหวังแห่งปี 2021 เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้น ด้วยปัจจัยบวก 3 ประการ

MARKETING TIPS1 สัปดาห์ ago

อัปเดตอีกครั้ง! กับการส่งเสริมการขายด้วย “โฆษณา” ที่แตกต่าง 2 ช่องทางสื่อสาร!!

Facebook
NEWS UPDATE1 สัปดาห์ ago

Facebook เตรียมยกเลิกการกด Like เพจสาธารณะ พร้อมปรับปรุงการใช้งาน Facebook Page

TikTok
MARKETING TIPS2 สัปดาห์ ago

TikTok สรุปกระแสดิจิตอลมาแรงตลอดทั้งปี 2020

MARKETING TIPS2 สัปดาห์ ago

แจกฟรี Business Model Canvas Template .doc โหลดไปใช้วางแผนกันได้เลย!

NEWS UPDATE1 ปี ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

CREATIVITY2 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

EDUCATION8 เดือน ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

NEWS UPDATE2 ปี ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

EDUCATION7 เดือน ago

ข่าวดี! Harvard เปิดให้เรียนออนไลน์ Computer Science ฟรี 9 คอร์ส – ตั้งแต่ For Business ไปจนถึงเขียนเกมส์

CREATIVITY2 ปี ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

MARKETING TIPS1 ปี ago

สรุปแบบสั้นมาก “ยิงแอดแบบ Funnel คืออีหยัง!? ทำไมพูดถึงกันจัง”

LIFESTYLE2 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

LIFESTYLE2 ปี ago

มนต์เสน่ห์ที่ถูกลืมของกล้องฟิล์ม ถูกปลุกคืนชีพด้วยเหล่าคนดัง!

CONTENT TIPS2 ปี ago

บรีฟให้เคลียร์! อะไรคือการวัดผลแบบ Quality Ranking ใน Facebook Ads

Facebook

Trending