Connect with us

CONTENT TIPS

เทรนด์ม้ามืด! May Madness กับเทศกาล Sale “สุดบ้าคลั่ง” แห่งเดือนพฤษภาคม

Published

on

ถ้าพูดถึงเทศกาลลดราคาสินค้า ที่ใครต่างก็เฝ้ารอคอยอย่าง Black Friday รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเทศกาลนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากวัน “Thanksgiving” เพราะหลังจากวันขอบคุณพระเจ้าสิ้นสุดลง ทุกคนต่างพากันออกจากบ้าน เพื่อไปหาซื้อของตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงชิ้นใหญ่มากมาย เข้าบ้าน

และเมื่อรู้ว่าคนจะออกมาช้อปปิ้งช่วงนี้ หลายผู้ประกอบการจึงออกโปรโมชั่นดึงดูผู้คนกันในวันศุกร์สัปดาห์ที่ 4 พฤศจิกายน ที่จะมีคนออกมาใช้เงินกันอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ตำรวจต้องออกมาทำงานเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อย จนได้ชื่อว่า “Black Friday”

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ “May Madness” ละแบบนี้ ? จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ต้นกำเนิดของ May Madness อาจมาได้จาก การจัดแสดงโชว์รถ บนถนนสาย 4 ใน San Rafael ที่ถูกริเริ่มขึ้นโดย Greg Borrelli และเพื่อนของเขา งานจัดแสดงโชว์รถบนถนนสายนี้ ไม่ได้สำคัญเพียงเพราะ มันมีรถสวยงามสุดคลาสสิคมาโชว์ภายในงาน เพียงแต่ว่า งานนี้ยังมีความสนุก “สุดบ้าคลั่ง” เพราะมันจัดขึ้นในช่วงคืนวันศุกร์ ถึงวันเสาร์ ทำให้มีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีเหล่าหนุ่มสาววัยรุ่น ออกมาใช้ชีวิตท่ามกลางถนนเส้นนี้ จนทำให้เหล่าร้านค้า พ่อค้า รวมไปถึงสมาคมพ่อค้า ที่ได้ลูกค้ามากมาย จากงานโชว์รถบนถนนสายนี้ จนในช่วงหนึ่งที่ Greg ประสบความสำเร็จอย่างมากกับงานดังกล่าว

Greg Borrelli เลยถูกขนานนามว่า “นายกเทศมนตรีแห่งท้องถนนสาย 4” ไปโดยปริยาย เพราะนอกจากบั้นปลายของเขาเป็นเจ้าของร้านรับจำนานแล้วก็ยังเป็นหัวหน้าสมาคมพ่อค้าอีกด้วย อีเวนท์ที่จัดขึ้นทุกปีนี้ จึงได้ตั้งชื่องานแสดงรถยนต์สุดคลาสสิค เพื่อเป็นเกียรติต่อเขาว่า “May Madness” หรือก็คือ “เทศกาลสุดบ้าคลั่ง”

Courtesy of Greg Borelli Car Show and Parade

โดย 2 ข้างทางของถนน 4th street San Rafael จะเต็มไปด้วยร้านค้าและบริการขนาบทั้งสองข้างทาง ตลอดจนสุดสายกันเลยทีเดียว

การปรับตัวของแบรนด์ต่างๆ ที่เกาะกระแส May Madness

เนื่องจาก Event May Madness จะเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่หากเป็นแบรนด์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา จะมีการจัดกิจกรรมร่วมกับการลดราคาสินค้า หรือบริการ ในช่วงเวลา 3 แบบคือ

  1. ช่วงต้นเดือนวันที่ 1-3 พฤษภาคม
  2. ช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือน ประมาณวันที่ 3-10 พฤษภาคม
  3. ช่วงเดือนพฤษภาคมแบบเต็มเดือนคือ 1-31 พฤษภาคม

ธีมของ Event May Madness นี้จะไม่ได้เป็นการลดราคากันซึ่งหน้า เหมือนกับ Black Friday แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีกิจกรรม ให้ลูกค้าได้ร่วม เพื่อให้เกิดความสนุกสนานผ่านกิจกรรม บางครั้งหากเป็นการร่วมกิจกรรมที่ใหญ่ จนอาจทำให้ดูเหมือนคนกำลังกระหายสินค้า หรือการร่วมกิจกรรมนั้นกันจนบ้าคลั่ง เหมือนคอนเซปต์ May Madness ดั้งเดิมเลยก็ว่าได้

กรณีหากนำ May Madness มาใช้ในประเทศไทยละ ? 

May Madness ในต่างประเทศอาจเป็นเทศกาลหนึ่ง ที่จัดขึ้นเพื่อให้เกิดการร่วมกิจกรรม และกระตุ้นการขายสินค้าในบริเวณงาน จนเป็นกระแสไปทั่วประเทศ แต่หากเป็นประเทศไทย มันจะตรงกับช่วงวันหยุดอย่าง “วันแรงงานแห่งชาติ” พอดิบพอดี ที่ถือว่าเป็นวันหยุดนักขตฤกษ์ที่คนส่วนใหญ่ได้หยุดงานกัน 

จุดไฮไลท์ก็คือ นี่เป็นต้นเดือน หากจัดงานช่วงวันที่ 1-3 พฤษภาคม จะมีคนที่หยุดงาน ออกมาใช้เงินกันแบบบ้าระห่ำก็คงไม่แปลกนัก กับการทำงานเกือบครึ่งเดือนแรก ก็ควรต้องมีรางวัลให้ตัวเองเสียหน่อย ยกตัวอย่าง การลดราคาสินค้า หรือกิจกรรมที่เคยมีให้รวมในไทย กับในรูปแบบธีมของ May Madness ก็จะมีประมาณนี้

ขอขอบคุณภาพจาก : Chope
ขอขอบคุณภาพจาก : Central
  • Chope May Madness! Go Mad Booking 1st-31st May Exclusive dining vouchers for wekkly winners ที่เป็นกิจกรรวมร่วมกับทางร้านทั้ง Lucky Draw , Most Like Instagram & Most Reservation ที่พร้อมแจกรางวัลกันมากมาย(https://www.chope.co/bangkok-restaurants/pages/maymadness?lang=th_TH)
  • Central ZEN May Day Point Madness เป็นการจัดโปรโมชั่นเอาใจขาช้อปวันหยุดแรงงาน ทั้งลด 30% แจกแต้มเดอะวัน แลกคะแนนรับส่วนลดมากมาย ในช่วงวันที่ 1-6 พฤษภาคมปี 2019 ที่ผ่านมา(http://store.central.co.th/2019/expired_promotion/central-zen-may-day-points-madness/)

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับ May Madness เทรนด์กระหน่ำ Sale และการทำกิจกรรวม Event ร่วมกับแบรนด์ เพื่อรับสิทธิประโยชน์อย่าง “บ้าคลั่ง” ส่งตรงจาก สหรัฐฯ หวังว่าข้อมูลส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการหลายท่าน ให้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างน่าสนใจ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

CONTENT TIPS

จะเกิดอะไรขึ้น !! เมื่อ iOS14 อาจทำรายได้ของ Facebook’s Audience Network หายไปเกิน 50%

Published

on

“สายยิงแอดเตรียมตัวเพราะ widget ใหม่จาก iOS14 ที่อาจทำให้คุณเกาะกลุ่มลูกค้าได้ไม่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น”

ข่าวฮอตสุดเดือดที่อาจทำให้เหล่าเอเจนซี่หลายๆ ท่านคงต้องคิดหนักอีกครั้ง เพราะล่าสุดเองทาง Facebook’s ได้พบกับปัญหาใหญ่ อย่างเรื่อง Audience Network ที่อาจทำให้รายได้สูญหายสูงสุดถึง 50% เพราะสืบเนื่อง widget ใหม่ของ iOS14 จาก Apple

แล้ว widget ใหม่ของทาง iOS14 คืออะไรกัน ?

คงต้องบอกก่อนเลยว่าเมื่อ iOS ของทาง Apple อัพเดททีไร ก็มักชอบทำเรื่องสนุกๆ ให้ทาง Facebook’s เครียดในหลายๆ ครั้ง ซึ่งล่าสุดเองนั้นเจ้าตัว iOS14 ใหม่ (ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการกำลังพัฒนาอยู่ที่ Beta 6) ได้เพิ่มระบบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวด้วยการที่ Apple จะป้องกันไม่ให้ Application ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของเครื่องด้วย IDFA ได้ง่าย ๆ เหมือนอย่าง iOS เวอร์ชั่นก่อนหน้าได้

IDFA มันเกี่ยวข้องอะไรกับ Audience Network

IDFA หรือ Identifier For Advertisers นั้นก็คือเลขรหัสเฉพาะเครื่องที่จะสามารถช่วยให้แบรนด์ต่างๆ นั้นสามารถยิงโฆษณาได้อย่างตรงจุด และจับกลุ่มของเป้าหมายได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่ง IDFA นี้เองก็คือส่วนหนึ่งของ Audience Network ที่สามารถให้คุณนั้นเลือกผู้คน หรือเป้าหมายๆ ต่างได้อย่างชัดเจน

IDFA ส่งผลอย่างไรต่อให้ Facebook ยังไง ?

เรื่องนี้ใครหลายๆ คนอาจรู้ดีอยู่แล้วว่ารายได้หลักของ Facebook นั้นได้จากการโฆษณา และหนึ่งในรูปแบบของการโฆษณาของ Facebook นั้นก็คือ Audience Network แต่เมื่อพอ iOS 14 ได้ทำการอัพเดทตัว IDFA ใหม่ ทำให้การล้วงข้อมูลของผู้ใช้ใน iPhone, iPad กับ iPod Touch ยากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ….

▪ การให้ข้อมูลของผู้ใช้งานกับ App ต่างๆ เข้าถึงยากขึ้น
▪ การส่องพฤติกรรมของทาง App ต่างต่อผู้ใช้งาน iOS14 อาจถูกปิดกั้นได้
▪ การตรวจสอบพฤติกรรมข้อมูลต่างๆ ระหว่างแอพอาจเป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้น
▪ การเกาะกลุ่มของผู้ยิงโฆษณาลำบากขึ้นจากฝั่ง iOS14
▪ Track หรือการยิงโฆษณาผ่าน Audience Network นั้นมีความคลาดเคลื่อน ไม่แม่นยำ
▪ Facebook SDK ที่จะอัพเดตให้รองรับ iOS 14 จะปรับไปใช้ SKAdNetwork API ของแอปเปิล ซึ่งส่งผลให้ข้อมูลที่จะถูกเก็บเพื่อติดตามผลการโฆษณาลดน้อยลง

ดังนั้นเองเมื่อมีผลข้อเสียที่ตามมาเยอะขึ้นจาก iOS14 ทาง  Facebook เองก็ประเมิณว่า iOS 14 อาจทำให้รายได้ในส่วนของ Audience Network หายไปกว่า 50%

สุดท้ายนี้ Facebook จะแก้เกมได้อย่างไรล่ะ ?

ทางเรื่องนี้เอง Facebook อาจจะต้องกลับมามานั่งทบทวนว่าในอนาคตอาจไม่ลงทุนทำ Audience Network บนระบบ iOS เพราะเนื่องจากการถูกปิดกั้นแบบนี้ คงเป็นการลงทุนที่ได้ไม่คุ้มเสียสักเท่าไหร่นั้น

นี้คงเป็นงานที่เรียกได้ว่าเหนื่อยที่สุดและถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของ Facebook เลยก็ว่าได้นะครับ เพราะไหนจะกลุ่มลูกค้าต่างๆ ที่ต้องการยิงโฆษณาทาง Facebook ในแพลตฟอร์มต่างๆ ที่อาจต้องพิจรณาเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามเราก็จะรอดูการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากทางทีมงาน Facebook กันอีกทีในเร็วๆ นี้แน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Marketeer Online , blognone , lcdtvthailand , Business Insider

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

โพสต์ Share Link ให้สะดุดตาด้วยการ “ปรับ Thumbnail ให้ใหญ่กว่าเก่า”

Published

on

หลายท่านทราบกันดีว่า “การโพสต์แบบ Share Link บน Facebook” จะถูกกำหนด Size ในการแสดงผลผ่านหน้า Feed กันอยู่ที่สัดส่วน 1.9 : 1

แต่ถ้าว่ากันตามเทคนิคแล้ว เราสามารถปรับสัดส่วนการแสดงผลและรูปแบบไปได้ตามเครื่องมือที่ใช้ได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

หากเป็นการ Share Link ในการโพสต์แบบปกติผ่านหน้าแฟนเพจหรือ Creator Studio จะถูกแสดงผลบนหน้าแฟนเพจในสัดส่วน 1.9 : 1 ตามปกติดังตัวอย่างรูปนี้

โพสต์หน้า Timeline แบบ Share Link มี Thumbnail สัดส่วน 1.9:1

แต่หากเราใช้เครื่องมือ Ad Manager เราก็จะสามารถเลือกโพสต์ในลักษณะ Share Link ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพขนาด 1 : 1 หรือแม้แต่ลง Video ก็ตาม แต่ข้อเสียของมันก็คือ “มันจะไม่ถูกแสดงผลบนหน้า Timeline ของแฟนเพจ เหมือนโพสต์อื่น ๆ ได้”

โพสต์ด้วย Ad Manager แบบ Share Link มี Thumbnail สัดส่วน 1 : 1 หรืออื่น ๆ

แต่วันนี้พวกเราขอแนะนำอีกหนึ่งการโพสต์แบบ Share Link ที่จะเปลี่ยน Thumbnail ให้ใหญ่กว่าเก่า แถมยังแสดงผลได้บนหน้าแฟนเพจ รับรองได้เลยว่า “สะดุดตากว่าเก่าแน่นอน” ลองทำตามกันดูได้เลยนะครับ ไม่ยาก และไม่ต้องเสียเงินโฆษณากันอีกด้วยครับ

1. คลิกเข้ามาที่เครื่องมือ Ad Manager และเลือกที่วัตถุประสงค์แบบ Taffic

*การโพสต์ผ่าน Ad Manager โดยเลือกวัตถุประสงค์แบบ Taffic คือการโพสต์ที่เมื่อมีคนคลิกไปยังรูปภาพประกอบโพสต์นั้น (Thumbnail ของโพสต์) ก็จะไปยังหน้า Website ที่เราใส่ไว้ทันที (ลักษณะเดียวกับการโพสต์แบบ Share Link)

2. หากไม่ต้องการกระตุ้นโพสต์ด้วยโฆษณาไปด้วย ให้กดข้ามตรงแถบเมนูด้านซ้ายมือ เลือกตรงคำว่า Ad ได้เลย

3. ระบบจะนำมาที่ส่วนของ Ad (หรือส่วนในการสร้างโพสต์ในการโพสต์นั่นเองครับ) จากนั้นให้เลือกรูปแบบที่อยากจะโพสต์ *อย่าลืมเปลี่ยนแฟนเพจให้ตรงกับที่ต้องการโพสต์ด้วยครับ

4. จากนั้น Upload รูปภาพที่จะใช้เป็น 1 : 1 Thumbnail (หรือจะประยุกต์มาใช้เป็นวิดิโอ ก็ได้เช่นเดียวกัน)

พร้อมทั้งใส่คอนเทนท์ประกอบโพสต์ของเราที่ Primary Text , Headline, และที่สำคัญก็คือ Website URL

หากไม่ต้องการใส่ Call To Action ให้รก ก็สามารถเลือกที่ No Button ได้ และเราจะมีพื้นที่ให้ใส่ Headline มากขึ้นอีกด้วย

5. หลังจากนั้นให้กด Confirm เพื่อเผยแพร่โพสต์ออกไปได้เลย *โดยหลังจากโฆษณาถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว ให้กลับมาที่หน้าหลักของ Ad Manager และทำการลบแคมเปญนั้นทิ้งไปเลยทันที (ไม่ต้องรอให้อนุมัติ ไม่ต้องรอให้คิดเงิน)

6. เมื่อลบโฆษณาของเราออกไปแล้ว ให้เลือกมาที่เครื่องมือ Page Post หรือคลิกที่ Link นี้ https://business.facebook.com/content_management/

ระบบจากพาเรามายังหน้านี้ ให้เราเลือกเมนูทางซ้ายมือที่คำว่า Ads และอย่าลืมเลือกโพสต์ให้ตรงกับที่ลงโฆษณาไปเมื่อกี้ด้วยนะครับ

7. ขั้นตอนสุดท้าย ให้คุณเลือกไปที่โพสต์ “โฆษณาที่เราเพิ่งจะลบไป หรือโพสต์ที่เราต้องการลง” ก่อนจะเลือกที่คำว่า Action และหากต้องการลงเลยให้กดที่ Publish แต่หากต้องการลงแบบตั้งเวลาก็สามารถเลือกได้ที่ Schedule

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถลงโพสต์แบบ Share Link พร้อมกับ Thumbnail ในรูปแบบใหม่ ที่ใหญ่และสะดุดตากว่าแล้วครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน อย่าลืมลองไปทำตามกันดูนะครับ

หลังจากกด Publish ลงแฟนเพจเรียบร้อย จะมีหน้าตาแบบนี้

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CONTENT TIPS

ทำความเข้าใจ “การตลาดอิงดราม่า” ทำไมถูกใจคนไทย !? พร้อมสรุปเทคนิคการสร้างคอนเทนท์ดราม่า

Published

on

ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้าย ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่แสนย่ำแย่ โรคภัยไข้เจ็บที่ยังต้องลุ้นกันรายวัน รวมทั้งนโยบายการเคอร์ฟิวของภาครัฐ ที่ออกในช่วงนี้ ทำเอาหลาย ๆ แบรนด์ต้องหาทางรับมือ เพื่อประคับประคองธุรกิจของตัวเองให้ยังคงอยู่รอดต่อไป

ซึ่งทั้งนักการตลาดเองก็ดี ผู้ประกอบการเองก็ดี ช่วงนี้คงเป็นช่วงที่ต้องงัดเอาทุกแม่ไม้เทคนิคมาเรียกลูกค้าเข้าร้านกันแบบร้อยแปด และหนึ่งในนั้นก็คือ “การสร้างคอนเทนท์แบบดราม่า” หรือที่หลายคนเรียกว่า “Drama Content” มาช่วยเรียกลูกค้า โดยใช้ความสงสารเป็นตัวหลักในการสร้างความคล้อยตามให้กับผู้อ่าน

ซึ่งรูปแบบการขายของจากการเรียกความคะแนนความสงสาร นับว่าเป็นเรื่องถนัดของเหล่าแบรนด์ไทยเป็นอย่างดี (รู้กันในเวทีโลกจากโฆษณาประกันชีวิตอยู่แล้ว) จนทาง Philip Kotler บิดาแห่งการการตลาดยุคใหม่ ก็เคยให้คำนิยามโฆษณาในแบบไทยประกันชีวิตไว้ว่านี่คือ SADVERTISING ที่สามารถสื่อ กระตุกอารมณ์คนดูได้ดีมากจริง ๆ

โดย Case Study ที่ Philip Kotler ได้พูดถึงในหนังสือ Marketing for Competitiveness : Asia to the World in the Age of Digital Consumers ด้วยการยกตัวอย่างภาพยนตร์โฆษณา Unsung Hero (อ้างอิงจาก : https://positioningmag.com/1131029)

กลับมาที่ผู้บริโภคชาวไทยกับความอินไปกับ “การตลาดแบบ รัก โศก เศร้า หัวเราะ”

ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าจะมองย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่องราวของ “ความอินในเรื่อง รัก โศก เศร้า และหัวเราะ” ของผู้บริโภคชาวไทยก็อาจจะมาจาก “สังคมไทยอาจจะเคยชินกับการถูกเลี้ยงดูด้วยละครหลังข่าว” (ชาว Gen X Y น่าจะเข้าใจภาพนี้เป็นอย่างดีครับ)

จนครั้งหนึ่ง “ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” เคยพูดไว้ว่า.. “ดราม่านั้นคู่กับคนไทย เพราะไม่ใช่ชาติที่ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์ค่อนข้างมาก อีกทั้งอ่านหนังสือน้อยกว่าชาติอื่นที่ใช้ตะเกียบ” (อ้างอิงจาก : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/648385)

แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนมีเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปการดูละครหลังข่าว ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาเสพสื่อนอกพื้นที่เดิม ไม่ว่าจะเป็น Facebook IG และ Twitter แต่สิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถดิสรัปได้เลยก็คือ “ความอินไปกับเรื่อง รัก โศก เศร้า หัวเราะ”

สังเกตได้จากปัจจุบันมีพื้นที่สื่อมากมายที่ขับเคลื่อนไปด้วยเรื่องราวของการดราม่า ไม่ว่าจะเป็น Drama Addict อย่างที่รู้กัน หรือแม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่ก็หันมาเล่นเรื่องราวดราม่ากันแล้ว เพราะไม่ว่าจะวัดด้วยสถิติใด “เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังขายได้”

ยกตัวอย่างจากข่าวนี้ที่ช่องหนึ่งใช้ความดราม่า เปลี่ยนบุคคลธรรมดา ให้กลายเป็นคนของสังคมในเวลาเพียงไม่นาน (ถึงแม้จะไม่โด่งดังแบบดาราก็ตาม แต่ก็นับว่าสร้างชื่อเสียงและชื่อเสียให้พอสมควร)

การใช้เรื่องราวดราม่าในแง่การนำเสนอธุรกิจและสร้างแบรนด์

แน่นอนละครับว่าปูเรื่องมาซะขนาดนี้ ก็บอกได้เลยว่า “การโยงเรื่องดราม่า เข้ากับการนำเสนอธุรกิจ การขายของ หรือแม้แต่การสร้างแบรนด์” ทำแบรนด์ประสบความสำเร็จกันไปก้องโลกมาหลายแบรนด์แล้ว

อยากที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นของโฆษณาไทยประกันชีวิต ซึ่งมีบทสัมภาษณ์ ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่เคยกล่าวไว้ใน Marketeer Online (https://marketeeronline.co/archives/129611) ว่า

ไทยประกันชีวิตต้องทำตลาดแบบ Human Spirit Marketing ที่มากกว่า Customer Centric ทั่วๆ ไป

“จากทฤษฎีของการโฆษณามักจะบอกให้พูดถึงผลิตภัณฑ์ 70% พูดถึงลูกค้า 30% ถามว่า ไทยประกันชีวิตรู้จักทฤษฎีนี้มั้ย รู้จักดีครับ แต่เมื่อผลิตภัณฑ์หลักของเราคือความรัก ดังนั้น 70% ในเรื่องจะพูดถึงความรักเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความรักของพ่อที่เป็นใบ้ ความรักการให้อภัยที่ให้กับลูกสาวที่ท้องก่อนแต่ง ส่วนอีก 30% จะเป็นเรื่องราวที่โดนใจลูกค้าที่สุด อาจจะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาเรื่องนั้นๆ อยู่ก็ได้”

จากคำพูดของคุณไชย ที่ได้กล่าวไว้แสดงให้เห็นว่า “การเจาะเข้าไปถึง Human Spirit จะยิ่งทำให้คนเข้าถึงแบรนด์ง่ายขึ้น เพราะนี่คือเรื่องเค้าเข้าใจและพร้อมอินไปกับมัน”

ช่วง COVID แบบนี้การ “ดราม่า” สร้างโอกาสให้ธุรกิจในไทยได้หลายแบรนด์

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูการสัมภาษณ์ของคุณต่อ แบรนด์ Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู (แอบบอกไว้ก่อนได้นะครับว่า เรารักแบรนด์นี้มากไปกินแทบทุกสัปดาห์เลยครับ)

และก่อนอื่นเลยนะครับต้องขออนุญาตคุณต่อ มา ณ โอกาสนี้ก็เลยครับ ที่จะขอหยิบเรื่องราวดี ๆ ของทาง Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู มาเป็นกรณีศึกษาครับ

และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมได้ติดตามการเดินทางฝ่าอุปสรรคครั้งนี้ของเพนกวิน จากประโยคที่คุณต่อได้กล่าวไว้ว่า

“เขายอมเจ็บแต่จบ ผมว่าผู้ประกอบการคิดอย่างนั้นจริงๆ
ถ้ามันเจ็บสั้นๆ แล้วจบ ผมว่าทุกคนยอมเสียสละ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ รัฐออกมาตรการแต่ไม่มีอะไรรองรับ
มันไม่ใช่เจ็บแล้วจบ มันจะเจ็บแบบยาวๆ จนสุดท้ายมันจบ
แต่เป็นผู้ประกอบการจบชีวิต พนักงานจบชีวิต”
.
“เหมือนเลือดไหลแล้วคุณขอให้เราตัดแขน ตัดขา
เราบอกเรายอม ตัวจะได้รอด

แต่คุณไม่มีมาตรการรองรับว่า คุณจะห้ามเลือดผมยังไงต่อ
กลายเป็นว่าใครเลือดไหลช้าสุด คนนั้นคือคนที่รอด
ใครเลือดไหลเร็วต้องยอมตายไประหว่างทาง”
.
.
.
พูดเสร็จ ก็แอบกลัวว่าจะโดนสั่งปิดร้าน
แต่ดันลืมไปว่า #ตอนนี้ร้านโดนปิดไปแล้วนี่หว่า

#งั้นช่างมัน

“เขายอมเจ็บแต่จบ ผมว่าผู้ประกอบการคิดอย่างนั้นจริงๆ ถ้ามันเจ็บสั้นๆ แล้วจบ ผมว่าทุกคนยอมเสียสละ…

Posted by Thanapan Vongchinsri on Friday, 27 March 2020

และจากนั้นทาง Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู ก็งัดโปรโมชั่นมากมาย พร้อมจัดส่งแบบเดลิเวอรี่ เพื่อสร้างงานและประคับประคองแบรนด์ยังให้คงมีรายได้และคงอยู่ต่อไป

จริงๆ กวิ้น มีเรื่องอยากเล่ามาอาทิตย์นึงละ แต่ยุ่งมาก จนยังไม่มีเวลาได้เขียน#PenguinStory.คนในรูปคนนี้ ชื่อว่า “…

Posted by Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู on Tuesday, 31 March 2020

ต้องยอมรับเลยครับว่า โปรโมชั่นมากมายหลังจากนั้น ทำให้ชื่อของ Penguin Eat Shabu – เพนกวินกินชาบู กลับมาพูดอีกครั้ง กระตุ้นต่อมหิวของใครหลายคนได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงกักตัวเช่นนี้ตาม (ช่วง COVID-19 ระบาด) ใครสนใจโปรโมชั่นมากมาย กับอาหารคุณภาพสูงก็ติดตามกันได้ที่ : https://www.facebook.com/penguineatshabu/ เลยนะครับ

ถ้าอยากสร้าง DRAMA MARKETING เองบ้าง ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากและง่ายที่จะทำการตลาดและเขียนคอนเทนท์ในรูปแบบนี้ครับ แต่สิ่งที่จะต้องเข้าใจเลยก็คือ “ตัวตนของแบรนด์” และลองมาวางแผนไปพร้อมกันครับ

  1. ทำความเข้าใจว่า “ตัวตนของแบรนด์” คืออะไร ? : ก่อนจะวางโครงเรื่องของคอนเทนท์ หรือแผนการตลาดใด ตัวตนคือสิ่งที่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรก ถึงแม้ว่าครั้งนี้สิ่งที่จะเสนอออกไปคือการดราม่าก็ตาม แต่อย่าลืมว่าที่ผ่านมาแบรนด์คุณเป็นตัวแทนของอะไร ความสุข ความรัก แรงบันดาลใจ ไอดอล ความหล่อเท่ สวยงาม หรืออื่น ๆ
  2. สร้าง Emotional Connection กับคนอ่านโดยผ่านตัวตนของแบรนด์ : อ้างที่กล่าวไปในข้อหนึ่งครับ “ตัวตนของแบรนด์” คือเครื่องมือชั้นยอดที่จะมาเป็นกุญแจดอกสำคัญในการกระตุกต่อมอารมณ์ของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี
    *กุญแจกระตุกอารมณ์ไม่จำเป็นจะต้องเรียกน้ำตา ความเท่ แรงบันดาลใจ คำคม หรืออะไรก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่าลูกค้าจะชอบ
  3. Call To Action และการวัดผล : สิ่งสำคัญที่สุดในการทำแคมเปญการตลาดก็คือ “Call To Action” เมื่อผู้อ่าน ผู้บริโภคคล้อยตามแล้วจะต้องทำยังไงต่อให้เกิดยอดขายหรือผลลัพธ์ให้ได้ อีกทั้งอย่าลืมว่า KPI การวัดผลไว้ด้วย

สรุปเทคนิคการสร้างคอนเทนท์ดราม่า เขียนยังไงได้บ้าง ?

สูตร Before After Bridge

สูตรการเขียนแบบ Before After Bridge

สูตรการเขียนคอนเทนท์ที่ว่าด้วย “สร้างความอินกับปัญหา วิธีแก้ปัญหา และเข้าถึงวิธีแก้ปัญหายังไง” จะว่าไปแล้วนี่คือสูตรยอดนิยมในการทำคอนเทนท์เลยก็ว่าได้ครับ

BEFORE : สร้างภาพให้ผู้อ่านได้อินและเข้าใจถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ สถานการณ์ตอนนี้ว่าเป็นอย่างไร ร้ายแรงแค่ไหน *เทคนิคสำคัญก็คือทำยังไงก็ได้ให้ปัญหาและสถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับคนอ่าน

AFTER : สร้างภาพ อธิบายให้ผู้อ่าน ผู้บริโภคเข้าใจว่า “หากปัญหานี้ถูกแก้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น” ส่งผลอะไรต่อคุณ ส่งผลอะไรต่อลูกค้า *จี้จุดตรงประโยชน์ของผู้บริโภคให้มาก

BRIDGE : ตบท้ายด้วย “ขายของ” ซึ่งนี่ก็คือ “สะพาน” ที่จะพาคนอ่านที่อินทั้งหมดไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่เราได้สร้างภาพในเห็นในส่วนของ AFTER ไปแล้ว *และที่สำคัญอย่างลืมปิดท้ายด้วย Call To Action ด้วย

สูตร Three Act Structure

ผมมักจะเรียกสูตร Three Act Structure ว่าเป็นสูตร “สร้างพระเอก” ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจจะจริง เพราะนี่คือสูตรการสร้างคอนเทนท์แบบบทละคร หนังฮีโร่ ที่หลายเรื่องยอดนิยมใช้กัน

Act One / Setup (เริ่มต้นอธิบายเรื่องราว) : นี่คือส่วนแรกของการนำเสนอ ซึ่งนี่เป็นการอธิบายเรื่องทั้งหมด มีตัวละครที่เกี่ยวข้องกี่คน พยายามกล่าวถึงคนที่จะเป็นพระเอกของเรื่องนี้เยอะ ๆ (อาจจะเป็นแบรนด์หรือผู้บริหารแบรนด์) ซึ่งคนนี้จะเป็นตัวเดินเรื่อง

Act Two Confrontation  (พระเอกชนปัญหา) : จุดพีคสำคัญของเรื่องก็คือ “อย่าลืมพาพระเอกไปเจอกับปัญหา” อธิบายสถาณการ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน แต่ละปัญหาส่งผลอะไรบ้าง *อย่าลืมเน้นที่จุดย่อท้อและจุดเติมกำลังใจของพระเอกด้วย

Act Three / Resolution (การยืนหยัด) : ถ้าเทียบกับละครนี่คือตอนจบของเรื่องที่พระเอก ชักดาบเตรียมต่อสู้ หรือมีเพื่อนร่วมทีมพร้อมรบ และที่สำคัญของส่วนนี่ก็คือ “แสดงให้ผู้อ่านเห็นว่า แบรนด์ของเราพร้อมสู้มากแค่ไหน และจะไม่มีวันย่อท้อต่อปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น” *พยายามจี้จุดด้วยว่าพระเอกจะสู้ได้ถ้าได้แรงสนับสนุนจากผู้อ่านหรือผู้บริโภค

เป็นยังไงกันบ้างครับกับ “การตลาดอิงดราม่า” ที่กำลังเป็นที่นิยมในหลายแบรนด์ขณะนี้ เพื่อต่อสู้กับทั้งสถานกาณ์ COVID-19 ที่กำลังทำเอาแบรนด์ต้องบาดเหงื่อกันอยู่ขณะนี้ แต่ที่อยากย้ำกันไว้เลยก็คือ “จะดราม่ายังไงก็อย่าหลุดตัวตนของแบรนด์ เพราะถ้าสถานการณ์กลับมาดีขึ้นเมื่อไร แบรนด์อาจจะกลับมาจุดเดิมได้ยากครับ”

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
NEWS UPDATE3 วัน ago

โมเดลธุรกิจแบบ Subscription ที่เตรียมแจ้งเกิดในยุค New Normal!

NEWS UPDATE5 วัน ago

บอกลา “Text Overlay Tool Facebook” จ่อยกเลิกกฎ Text 20% บนภาพเร็ว ๆ นี้

NEWS UPDATE1 สัปดาห์ ago

บุกตลาด “Grocery” เมื่อ Foodpanda เปิดตัว “Panda mart” โมเดล Quick Commerce

NEWS UPDATE2 สัปดาห์ ago

จะกระทบมากแค่ไหน? หาก Facebook ออกกฎจำกัดจำนวนโฆษณาต่อเพจ

NEWS UPDATE4 สัปดาห์ ago

เปิดตัวแบบจัดเต็ม! กับน้องต่าย Busy Rabbit Platform คืออะไร เรามีคำตอบครบ!!

CONTENT TIPS1 เดือน ago

จะเกิดอะไรขึ้น !! เมื่อ iOS14 อาจทำรายได้ของ Facebook’s Audience Network หายไปเกิน 50%

NEWS UPDATE1 เดือน ago

เศรษฐกิจกำลังทรุดจริงหรือไม่? ลองดูสรุปรายที่ปิดกิจการ – ล้มละลาย ในปี 2020

NEWS UPDATE1 เดือน ago

พร้อมหรือยังถ้า Facebook จะเปลี่ยน Layout!!

NEWS UPDATE2 เดือน ago

“TikTok For Business” กับโซลูชั่นใหม่ให้คุณจัดการซื้อโฆษณาได้เอง พร้อมรับฟรีเครดิตโฆษณาอีก 9,000 บาท!!

EDUCATION3 เดือน ago

Facebook ประเทศไทยจัดแคมเปญ ช่วยเหลือ SMEs ไทยด้วยการเพิ่มทักษะดิจิทัล “เรียนฟรี”

NEWS UPDATE9 เดือน ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

EDUCATION4 เดือน ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

CREATIVITY1 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

NEWS UPDATE2 ปี ago

อนุมัติแล้วรถไฟฟ้าเชียงใหม่ เริ่มสร้างปี 64 จะผ่านบ้านใครบ้างมาดูกัน

EDUCATION3 เดือน ago

ข่าวดี! Harvard เปิดให้เรียนออนไลน์ Computer Science ฟรี 9 คอร์ส – ตั้งแต่ For Business ไปจนถึงเขียนเกมส์

CREATIVITY2 ปี ago

แจกฟอนต์ฟรีจาก “Google Fonts” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

MARKETING TIPS1 ปี ago

สรุปแบบสั้นมาก “ยิงแอดแบบ Funnel คืออีหยัง!? ทำไมพูดถึงกันจัง”

LIFESTYLE2 ปี ago

มนต์เสน่ห์ที่ถูกลืมของกล้องฟิล์ม ถูกปลุกคืนชีพด้วยเหล่าคนดัง!

LIFESTYLE2 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

CONTENT TIPS1 ปี ago

บรีฟให้เคลียร์! อะไรคือการวัดผลแบบ Quality Ranking ใน Facebook Ads

Facebook

Trending