Connect with us

NEWS

Metaverse ยังจะไปรอดอยู่รึเปล่า? หลัง Meta-Facebook มูลค่าหายกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์

Published

on

มูลค่าหุ้นก็หายไปมหาศาล แถมการพัฒนา Metaverse ก็ยังต้องใช้เงินทุนอีกเยอะ แล้วแบบนี้ Metaverse ภายใต้บริษัท Meta ยังไปรอดอยู่รึเปล่า?

หลังจากข่าวใหญ่สั่นสะเทือนวงการโซเชียลมีเดีย ที่มูลค่าหุ้นในไตรมาสที่ 4 ของ Meta ร่วงหายไปกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว เพราะ revenue ที่หายฮวบจากฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวของ iPhone “Ask app not to track” , คนนิยมแพลตฟอร์มน้อยลง และหันไปใช้ TikTok กันมากขึ้น จึงทำให้ใครหลาย ๆ คนรวมถึงฝ้ายอาจจะสงสัยว่าแล้วแบบนี้ โปรเจคยักษ์ใหญ่ที่ aiming จะเปลี่ยนโลกอย่าง Metavrse จะไปรอดกันอยู่ไหมเมื่อความน่าเชื่อถือของบริษัทสั่นคลอนขนาดนี้

สินค้า VR ขาดทุนไปกว่า 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์

จากผลประกอบการณ์ปีที่ผ่านมาธุรกิจฝั่ง VR ของ Meta ทำรายได้ไปได้เพียงแค่ 2.3 พันล้านดอลลาร์ แต่ขาดทุนไปกว่า 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกันกับเซคชั่นของ Reality Labs (กลุ่มธุรกิจที่รวมอุปกรณ์แว่น VR, ซอฟต์แวร์ VR และกิจการที่เกี่ยวข้องกับเมตาเวิร์สอื่น ๆ) ที่ลงทุนไปกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์ แต่กลับสร้างรายได้เพียง 877 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

Metaverse ไปต่อ หรือพอแค่นี้?

แต่ถึงอย่างงั้น เดวิด เวย์เนอร์ (David Wehner) ซีเอฟโอของเมตา ก็ได้เปิดเผยว่าทางบริษัทเมตามีแพลนที่จะใช้จ่ายมากขึ้นในการเปิดตัวเมตาเวิร์สให้ได้ภายในปีนี้

“เราคาดว่าการสูญเสียจากการดำเนินงานของ Reality Labs จะสร้างผลตอบแทนให้ได้อย่างมีนัยยะสำคัญในปี 2022 นี้”

อีกทั้งทาง Facebook ยังเคยให้ข้อมูลกลาย ๆ เมื่อปีที่แล้วว่าเทคโนโลยี VR , AR (อาจจะหมายถึง Metaverse) จะเริ่มบูมขึ้นในอีก 5 ปี จากการเก็บข้อมูลตำแหน่งงานด้านไอทีในด้านนี้มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเราจึงอาจคาดเดาได้ว่าเมตาเวิร์สจะยังไม่สมบูรณ์ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้

แถมตอนนี้ Facebook ยังเผชิญกับปัญหาที่ผู้ใช้ไม่เติบโตขึ้นเลย เพราะผู้คนหันไปให้ความสนใจใช้ TikTok กันมากขึ้น

หรือต้องตัดใจพักก่อน แล้วไล่ตามเกม TikTok

จากรายงานผลประกอบการของ Meta ในปีที่แล้วพบว่า ผู้คนหันไปใช้และรับชมฟีเจอร์ Reels กันมากขึ้น แต่ฟีเจอร์นี้ก็ยังไม่สามารถทำเงินให้กับทางบริษัทได้มากนักเนื่องจากรายได้จากการโฆษณานั้นจะมาจากโพสต์หน้าฟีด และ Stories ซะส่วนใหญ่

จากการสำรวจล่าสุดช่วงเดือนตุลาคม 2021 ที่เผยแพร่โดย Piper Sandler พบว่า กลุ่มวัยรุ่นใช้ Facebook น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ โดยจากการสำรวจพบว่าวัยรุ่นเพียง 27% ใช้ Facebook ขณะที่ผู้ใช้กว่า 71% เป็นกลุ่ม Baby Boomers ซึ่งมีอายุมากกว่า 54 ปี

ทำให้มาตาเวิร์สที่ทางเมตากำลังจะพัฒนาให้เป็นจุดแข็งกลับเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับผู้ใช้ส่วนใหญ่มากที่สุด ทำให้ทาง Facebook ต้องหาทางออกกลับมามัดใจเหล่าวัยรุ่นกันอีกครั้ง

อ้างอิง : 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

ENGLISH NEWS

JoJo Maman Bébé พร้อมเข้าสู่การผลัดเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่

Published

on

Jojo

JoJo Maman Bébé แบรนด์เสื้อผ้าเด็กในอังกฤษกำลังจะกำลังเข้าสู่การผลัดเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่ จากสตาร์ทอัพเล็ก ๆ ที่มีจุดเริ่มต้นจาก Laura Tenison เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าที่รักการเดินทาง และใส่ใจในทุกรายละเอียดสำหรับเสื้อผ้าเด็ก แล้วหลังจากนี้สถานการณ์ของแบรนด์จะเป็นยังไงต่อไป? 

ย้อนไปเมื่อปี 1992 หลังจากที่ Laura ได้เดินทาง พร้อมกับทำธุรกิจเสื้อผ้าเล็กๆ ในเมือง Brittany ประเทศฝรั่งเศส เธอได้พบกับประสบการณ์เฉียดตายกับการถูกชน ทำให้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ตลอดระยะเวลาที่เธอพักฟื้นอยู่นั้น คนไข้ที่อยู่ด้านข้างเตียงของเธอต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีแฟชั่นเสื้อผ้าที่ดีสำหรับลูก ๆ ของพวกเขาเหล่านั้นเลย นั่นจึงทำให้เธอเกิดแนวคิดในการแบรนด์นี้ขึ้นมา

จนได้เริ่มต้นแบรนด์นี้อย่างจริงจังเมื่อปี 1993 โดยเปิดตัวจากสำนักงานเล็ก ๆ ในลอนดอน สำหรับแฟชั่นชุดแรกเป็นนำเสนอชุดคลุมท้องและเสื้อผ้าสำหรับเด็กทารกทั้งหมด 30 แบบ และในอีก 3 ปีต่อมา เธอก็ได้คลอดลูกชายคนแรก และเมื่อมีลูกเป็นของตัวเอง เธอเริ่มเข้าใจความต้องการของแม่อย่างแท้จริง จึงได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น

หลังจากยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากลูกค้า เธอก็ได้เปิดสาขาแรกใน Battersea ประเทศอังกฤษ ในปี 2002 พร้อมทั้งได้พิสูจน์ความนิยมอย่างล้นหลามจากลูกค้าเก่า และลูกค้าหน้าใหม่ที่ต่างตบแถวเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการขยายเพิ่มอีกสาขาตามมา จนในที่สุดก็ได้กลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำสำหรับแม่และเด็กในสหราชอาณาจักร ภายในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์นี้มา

ไม่เพียงแต่ขายสินค้าเท่านั้น ทางแบรนด์ยังพร้อมที่จะสนับสนุนองค์กรการกุศล นั่นจึงทำให้ได้ร่วมงานกับองค์กรการกุศลในท้องถิ่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง พร้อมทั้งช่วยเหลือในการระดมทุนและสร้างโรงเรียน 5 แห่ง เป็นการให้การศึกษาแก่เด็ก 1,500 คน นอกจากนี้ยังได้เริ่มโครงการ “From a Mother to Another (FAMTA)” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่อาศัยอยู่ในเลบานอนให้มีคุณภาพดี 

และปี 2015 ทางแบรนด์ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ได้สวมชุด “Cream Princess Coat” ในขณะเยี่ยมชมกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Downton Abbey” นอกจากนี้เจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ก็ได้สวมเสื้อ JoJo Peter Pan ในวันเกิดครบ 2 ขวบอีกด้วย

เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ความจำเป็นในการอัพเกรดทางเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงได้ทำการย้ายธุรกิจทั้งหมดไปสู่ระบบซอฟต์แวร์ใหม่ พร้อมกันนี้ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การผลิตเนื้อหาวิดีโอมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์และตรงกับกลุ่มลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันทางแบรนด์มีร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าใน 50 ประเทศทั่วโลก

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อแบรนด์กำลังถูกขายให้กับร้าน Next บริษัทยักษ์ใหญ่แห่ง High Street  พร้อมกับเข้าถือหุ้น 44% ของบริษัทฯ

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทางแบรนด์ได้ปรับขึ้นราคาเป็นครั้งแรกในรอบห้าปี เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ซึ่ง Gwynn Milligan ได้กล่าวว่าบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น 4 เท่า พร้อมกับเสริมว่าบริษัทยังต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์บางอย่าง อันมีสาเหตุมาจากการแข่งขันกับคู่แข่งรายย่อย

Milligan เคยร่วมงานกับแบรนด์ในปี 2017 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการค้า ก่อนที่เธอจะเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลังจากที่ Next เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่ เธอมีแผนการที่จะเปลี่ยนแปลงแบรนด์ให้แตกต่าง และพร้อมที่จะขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานการช็อปปิ้งออนไลน์ในสนับสนุนร้านค้าจริงเพื่อจำหน่ายสินค้าสำหรับเด็ก แต่ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะขายเสื้อผ้าเด็กในร้าน Next หรือไม่

พร้อมกันนั้น Laura กล่าวว่าเธอตื่นเต้นกับ ‘โอกาส’ ที่หุ้นส่วนใหม่นี้จะมอบให้ และเธอรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษในความสำเร็จนี้ โดยการทำให้บริษัทเติบโตจากการสตาร์ทอัพเล็ก ๆ สู่การเป็นแบรนด์สินค้าแม่และเด็กชั้นนำของสหราชอาณาจักร พร้อม ๆ กับการขยายธุรกิจไปทั่วโลก

ในแถลงการณ์ Simon Wolfson ผู้บริหารระดับสูงของ Next กล่าวว่าพวกเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นการผสมผสานผลิตภัณฑ์อันยอดเยี่ยมของ JoJo กับ Next และการลงทุนนี้จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัท แต่เขาคาดว่าการลงทุนจะส่งผลในเชิงบวกหลังจากนั้น

อ้างอิง : JoJo Maman Bébé / Next and finance firms buy JoJo Maman Bebe

อ่านเรื่องอื่นเพิ่มเติม : CLICK

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

วงการตลาด Delivery บ้านเราเริ่มเจอปัญหา Oversupply

Published

on

เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาโรคระบาดได้เป็นตัวกระตุ้นให้บางอุตสาหกรรมซบเซาลง แต่ก็ยังเป็นโอกาสที่ให้บางอุตสาหกรรมอย่างวงการ E-commerce ได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องด้วยความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และก็เป็นแบบนี้เช่นเดียวกันกับวงการ ‘เดลิเวอรี่’ ในทุกรูปแบบที่ไม่ใช่เฉพาะ Food เท่านั้น

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายเจ้าได้เริ่มสร้างธุรกิจเดลิเวอรี่ขึ้นมาแข่งขันกัน ไล่กันไปตั้งแต่แข่งขันกันเรื่อราคาค่าขนส่ง การบริการที่เหนือระดับประทับใจ ไปจนถึงบริการ End-to-end แบบครบวงจร

จากสถิติการขนส่งพัสดุของไปรษณีย์ไทยเมื่อปี 2020 พบว่ามีพัสดุถูกจัดส่งมาถึง 2.4 พันล้านชิ้น ซึ่งในภาพรวมขนส่งบ้านเราทั้งหมดนั้นจึงประมาณการณ์ออกมาได้ว่ามีพัสดุถูกจัดส่ง (โดยหลาย ๆ เจ้า) รวมกันกว่า 3.5 พันล้านชิ้น ส่วนฝั่ง Online food delivery นั้นมีผู้ใช้แอป ฯ สั่งอาหารมากถึง 27 ล้านคน ซึ่งก็มี Grab เป็นเจ้าตลาด โดยมีส่วนแบ่งทางตลาดไปแล้วกว่า 50% และรองลงมาคือ Foodpanda

แต่ถึงแม้โรคระบาดจะมาท่าทีอ่อนลงและทางรัฐก็มีมาตรการผ่อนปรนหลายอย่างเข้ามา อย่างไรก็ตามตลาดขนส่งบ้านเราก็ยังมีโอกาสโตอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงสุดถึง 18.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปจนถึงปี 2026 

แต่อุตสหากรรมนี้กำลังเผชิญกับปัญหา Oversupply 

จากการให้สัมภาษณ์ของ Anthony de Ruijter ผู้ช่วยอาวุโสของ Third Bridge บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลการลงทุน กล่าวว่า ตลาดการขนส่งของประเทศไทยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ Instant delivery market จัดส่งทัน เช่น แกร็บ, ฟู้ดแพนด้า และอีกกลุ่มคือ Express delivery จัดส่งด่วนภายใน 1-2 วัน

ซึ่งทาฝั่งของ Instant delivery หรือจัดส่งทันทีนั้นดูจะยังไม่ค่อยมีปัญหาหรือภาพรวมได้รับผลกระทบมากเท่าฝั่งตลาด Express delivery เพราะปัญหาที่ Express delivery กำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ก็คือคนขับรถส่งของที่ไม่ชำนาญเส้นทางพอ ทำให้การขนส่งมีล่าช้าบ้าง ซึ่งนับเป็นการสูญเสียของช่วง Producivity และเป็นมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับเคสที่ต้องขนส่งในพื้นที่ห่างไกล

ด้วยเหตุผลที่ต้องการเพิ่มคน เพื่อเพิ่ม Capacity นี้เองจึงทำให้เริ่มส่อแวว Oversupply ซึ่งอัตราส่วนอุปทานของ Express delivery นั้นอยู่ที่ 2 ต่อ 1 หรือ 1.5 เท่าเลยทีเดียว

แล้วใครคือคนคุมตลาด?

Anthony de Ruijter กล่าวว่าเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซคือผู้คุมตลาด เพราะหลายเจ้าเริ่มทำระบบจัดส่ง In-house ของตนเองขึ้นมาแล้ว ทำให้ลูกค้าได้ราคาถูกลง และจะเกิดการกดดันราคากันไปเองกับขนส่งหลาย ๆ เจ้าไปในที่สุด ซึ่งการแข่งขันนี้จะนำไปสู่ความไม่สมดุลของ Demand-Supply ดังนั้นบริษัทขนส่งจึงต้องเข้าใจว่ามาตราส่วนมีความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันส่วนใหญ่มีอัตรากำไรที่ติดลบอยู่

และเขายังกล่าวอีกด้วยว่าอุตสาหกรรมขนส่งในไทยจะไม่สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้เท่าที่ควรอีกแล้วในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งทางออกที่ดูเป็นไปได้ที่สุดก็คือการวิธีการส่งกระจายสินค้าออกไปให้ได้มากที่สุด

อ้างอิง : Techwire Asia

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INNOVATION

US Banks สร้างรายได้ก้อนโตจากหนี้ของรัสเซีย พร้อมพลิกวิกฤติเป็นโอกาส!!

Published

on

US

US Banks หรือธนาคารสหรัฐฯ ถึงแม้จะถอนออกจากรัสเซียแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำกำไรจากรัสเซียได้ กลับกันนี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้พวกเขาสามารถเก็งกำไรได้อย่างรวดเร็ว

การขายหนี้ของรัสเซียนั้นเชื่อมโยงกับประธานาธิบดีรัสเซีย ‘Vladimir Putin’ และ ‘การคว่ำบาตร’ จาก Joe Biden จนมาถึงเหตุการณ์ที่ US Banks ได้ถอนตัวออกจากรัสเซีย ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดช่องทางสำหรับการเก็งกำไรรูปแบบใหม่ในการลงทุน ซึ่งถูกมองว่าเป็นวิธีที่ทำกำไรได้ง่ายแต่ไม่ค่อยได้การยอมรับ

แนวคิดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “การค้าพื้นฐานเชิงลบ” ในที่นี้หมายถึงการซื้อพันธบัตรรัสเซียในราคาถูก ควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนเครดิตไปเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งทำหน้าที่เป็นประกันการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นของผู้กู้ โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กนิวส์ระบุว่า ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ของรัสเซียเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ MarketAxess แสดงให้เห็นว่าหนี้ของรัสเซียมีการซื้อขายในปริมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ฯ ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ถึง 7 เมษายน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากถึง 5 พันล้านดอลลาร์ฯ ในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2564 

Philip M. Nichols ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียและความรับผิดชอบต่อสังคมในธุรกิจ และศาสตราจารย์ University of Pennsylvania’s Wharton School กล่าวว่า การซื้อขายพันธบัตรของรัสเซียกำลังซื้อขายกันอย่างดุเดือด มีนักเก็งกำไรจำนวนมากที่ซื้อพันธบัตรเหล่านี้ ซึ่งราคาจะถูกลดระดับอย่างมาก จนเหมือนกับได้มาฟรี ๆ

ในขณะเดียวกัน อัตราพันธบัตรกลับลดลงอย่างมาก โดยพันธบัตรจะครบกำหนดชำระในปี 2571 ถูกซื้อขายที่เพียง 0.34 ดอลลาร์ต่อดอลลาร์ นั่นหมายความว่าอาจต้องใช้เงินมากกว่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการทำประกันหลักทรัพย์ของรัสเซียที่ต้องชำระ 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สถาบันการเงินของสหรัฐฯ เช่น JPMorgan Chase และ Goldman Sachs กำลังอำนวยความสะดวกในการซื้อขายเหล่านี้ โดยตัวแทนของ JPMorgan กล่าวว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง และเพียงต้องการช่วยเหลือลูกค้าเท่านั้น “ในฐานะผู้ดูแลสภาพคล่อง เราได้ช่วยลูกค้าลดความเสี่ยงและจัดการความเสี่ยงของพวกเขาต่อรัสเซียในตลาดรอง” โฆษกกล่าว

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนจะประเมินมูลค่าหนี้ของรัสเซียโดยพิจารณาว่าจะได้รับการชำระคืนหรือไม่? และความน่าจะเป็นที่จะได้รับการชำระคืนจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจรัสเซีย

แต่นั่นไม่ได้เกิดขึ้น เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้มีมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งขัดขวางไม่ให้รัสเซียเข้าถึงเงินดอลลาร์ใด ๆ ที่พวกเขาถืออยู่ในธนาคารสหรัฐฯ และอาจเป็นการเพิ่มโอกาสให้รัสเซียผิดนัดชำระหนี้ได้ ซึ่งนั่นอาจไม่เป็นผลดีต่อรัสเซียมากนัก

รัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ ลงมติในสัปดาห์นี้เพื่อยกเลิกสถานะการค้าของประเทศรัสเซีย เป็นการปูทางสำหรับการคว่ำบาตรที่ล้ำลึกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการยกเลิกสถานะดังกล่าวจะขัดขวางการรวมตัวของรัสเซียกับเศรษฐกิจโลก เหล่านักลงทุนคงจะต้องจับตามองกันต่อไปว่า “รัสเซียจะเดินหมากเศรษฐกิจในตานี้อย่างไร?”

อ้างอิง : Banks are making big money off of Russian debt

อ่านเรื่องอื่นเพิ่มเติม

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
MARKETING TIPS7 เดือน ago

เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดกระจายสินค้าพรีเมียมให้แมส ของช็อกโกแลต Godiva

MARKETING TIPS7 เดือน ago

แบรนด์กับการแสดงจุดยืน เพราะแค่ขายของอย่างเดียวมันไม่พอ

MARKETING TIPS7 เดือน ago

สรุป 5 เทรนด์พฤติกรรมแต่ละ Gen เลือกเสพสื่อบันเทิงปี 2022 ที่ควรรู้

CONTENT TIPS7 เดือน ago

10 ไอเดียทำ VDO Content ลง IG ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น

MARKETING TIPS7 เดือน ago

4 เสาหลักสำคัญ ของการทำ Customer Retention

ตลาดสัตว์เลี้ยง
NEWS UPDATE7 เดือน ago

โลตัส Pet Us เจาะกลุ่ม Pet Humanization เทรนด์ ตลาดสัตว์เลี้ยง กำลังมาแรง!!

NEWS UPDATE7 เดือน ago

คาดการณ์จากนักวิเคราะห์ Gartner : หาก Netflix มีโฆษณา

MARKETING TIPS7 เดือน ago

OOH กำลังกลับมา : เปิด 4 อินไซต์เพื่อสร้างอิมแพคให้เวิร์กกว่าเดิม

CONTENT TIPS8 เดือน ago

คอนเทนต์แบบไหนโดนใจผู้ใช้ Facebook, IG, Twitter, TikTok มาที่สุด ฉบับปี 2022

Jojo
ENGLISH NEWS8 เดือน ago

JoJo Maman Bébé พร้อมเข้าสู่การผลัดเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่

CREATIVITY4 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

LIFESTYLE4 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

EDUCATION4 ปี ago

นักศึกษาจีน โอกาสใหม่ของ (ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยไทย?

NEWS UPDATE3 ปี ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

MARKETING TIPS7 เดือน ago

เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดกระจายสินค้าพรีเมียมให้แมส ของช็อกโกแลต Godiva

CONTENT TIPS4 ปี ago

โหลดฟรี! 40 Duotone Gradient Presets For Photoshop

MARKETING TIPS2 ปี ago

แจกฟรี Business Model Canvas Template .doc โหลดไปใช้วางแผนกันได้เลย!

CONTENT TIPS2 ปี ago

7 เทรนด์ Content Marketing ปี 2021 ที่สายคอนเทนท์ต้องอ่าน!

MARKETING TIPS4 ปี ago

สื่อชี้! กรมสรรพากร เล็งจะ ตรวจสอบภาษีโดยตรง ขายของออนไลน์หนาวแน่

EDUCATION3 ปี ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

Facebook

Trending

677 Views