Connect with us

MARKETING TIPS

สิ่งสำคัญที่นักการตลาดต้องรู้!! ในการทำ “โฆษณาบน YouTube”

YouTube แพลตฟอร์มสำหรับลงวิดีโอที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเม็ดเงินที่ได้จากการทำโฆษณาดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดเผยผลประกอบการครั้งแรกในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา พบว่า YouTube Ads หรือ “โฆษณาบน YouTube” นั้น สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัท Alphabet บริษัทแม่ในเครืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่าง Google ไปถึง 15,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 469,000 ล้านบาท

Published

on

โฆษณาบน You Tube

YouTube แพลตฟอร์มสำหรับลงวิดีโอที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเม็ดเงินที่ได้จากการทำโฆษณาดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดเผยผลประกอบการครั้งแรกในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมาพบว่า YouTube Ads หรือ “โฆษณาบน YouTube” นั้น สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัท Alphabet บริษัทแม่ในเครืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่าง Google ไปถึง 15,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 469,000 ล้านบาท

โดย YouTube ได้เข้ามาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อปี 2014 ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ที่เป็นคนไทยมากถึง 90% จากจำนวนประชากรออนไลน์ทั้งหมด จึงไม่น่าแปลกใจว่าแบรนด์ และนักการตลาดต่าง ๆ จะทุ่มงบมาลงใน YouTube เป็นอันดับสอง รองมาจาก Facebook

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ ลองมาดูสิ่งสำคัญที่นักการตลาดห้ามพลาด ในการทำโฆษณาบน YouTube

หมดยุคของการ “สุ่ม” เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่ใช่

การหว่านโฆษณาลงใน YouTube แล้วหวังให้ลูกค้าจะเห็นโฆษณานั้นด้วยตัวเอง อาจจะไม่เป็นผลอีกต่อไป ข้อมูลต่าง ๆ บนโลกออนไลน์จะช่วยให้นักการตลาดสามารถมองเห็นความเป็นตัวตนของลูกค้า และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านการนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการ การปรับคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมถึงการลดงบประมาณในด้านสื่อที่ไม่จำเป็น

การทำโฆษณาบน YouTube

ใช้กลยุทธ์ “Digital Takeover” เอาชนะ ภาวะคอนเทนต์ทะลัก

เพราะข้อมูลข่าวสารที่มากจนล้นทะลักในปัจจุบัน การที่จะทำให้โฆษณาของเรานั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอาจจะต้องใช้กลยุทธ์กันสักหน่อย อย่างกลยุทธ์ “Digital Takeover” เลือกสื่อสารกับคนที่ใช่ และสื่อสารบ่อย ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ

ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  • เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพ มั่นใจว่ากลุ่มที่เห็นโฆษณาของเรา มีแน้วโน้มว่าจะซื้อสินค้า
  • การทำให้เห็นโฆษณาถี่มากขึ้น เมื่อกลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาไปครั้งหนึ่งแล้ว สามารถทำการ Re-engage ด้วยโฆษณาที่ต่อเนื่องกับโฆษณาที่กลุ่มเป้าหมายเคยเห็น เพื่อเพิ่มโอกาสให้จดจำคอนเทนต์และแบรนด์ได้
  • ใช้ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ การทำให้เห็นโฆษณาถี่มากขึ้นจะถูกใช้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้นหลังจากนั้นแบรนด์จะต้องมีกลยุทธ์หลัง Takeover เพื่อใช้ประโยชน์จากการเห็นโฆษณาให้มากที่สุด

Impactful Reach : Reach ที่ดีต้องสร้าง Action ได้

คุณไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย เปิดเผยว่าโฆษณาบน YouTube มีอัตราการดูจบสูงกว่า 19 เท่า และการที่มียอดเข้าถึง (Reach) โฆษณา จนทำให้แบรนด์ประสบผลสำเร็จในการทำโฆษณามีคนให้ความสนใจ หรือเกิด Action นั้น จะต้องมีการสร้างคอนเทนต์ที่ดีร่วมด้วย

การเข้าถึงอย่างถูกที่ และถูกเวลา

จากการเก็บข้อมูลของ Google พบว่าผู้บริโภคในกลุ่มก่อนรู้ว่าอยากได้สินค้า สามารถแบ่งได้ 6 กลุ่มย่อย คือ เรียนจบ แต่งงาน เปลี่ยนงาน รีไทร์ เริ่มต้นธุรกิจ และซื้อบ้าน ส่วนในกลุ่มที่กำลังมองหาสินค้า จะหาข้อมูลผ่านการ Search ด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น ๆ โดยตรง เช่น “รถ ครอบครัว”

หากนักการตลาดของแบรนด์มีการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และเข้าใจกลุ่มบริโภคทั้งในเรื่องของช่วงวัย ความต้องการที่จะซื้อสินค้านั้น ๆ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต จะทำส่งโฆษณาไปหากลุ่มเป้าหมายได้ถูกที่ถูกเวลา และได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

โฆษณาบน YouTube

การวัดผลทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเป็นสิ่งสำคัญ

เพื่อให้ทราบว่าโฆษณาที่เราจะทำ กำลังทำ หรือทำเสร็จแล้วมีผลการตอบรับที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ YouTube จึงมีแพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักการตลาดสามารถเข้าถึงประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด ของตัวเองได้ละเอียดขึ้น ทั้งผลการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในเชิงลึก เช่น ปริมาณของการเข้าถึง หรือความถี่ที่เห็นคอนเทนต์ การวัดผลกระทบต่อแบรนด์ อย่างความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น การจดจำแบรนด์ที่มากขึ้น รวมทั้งการวัดผลทางธุรกิจ เช่น การเข้ามาดูสินค้า การดูข้อมูลในเว็บไซต์ การซื้อสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ปัจจุบันการทำ Ads หรือ โฆษณาบน YouTube มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

True view แบ่งเป็น 3 แบบย่อย  ๆ คือ in stream วิดิโอแบบสั้น ๆ ที่สามารถกด skip ได้และกด skip ไม่ได้ และแบบ in display กับแบบ in search ทั้ง 3 แบบ จะคิดเงินก็ต่อเมื่อมีการคลิกลิงก์ เข้าไปดูโฆษณาจริง ๆ เท่านั้น

Mastheads การซื้อแบนเนอร์บริเวณหน้า Homepage โดยสามารถเลือดได้ว่าจะซื้อแบบ Fixed Banner หรือแบบรายวัน

Display ads  ปรากฏให้เห็นบนหน้าต่าง ๆ ของ YouTube ยกเว้นหน้าแรก ตำแหน่งที่พบมักจะอยู่ข้าง ๆ คลิปวิดีโอ หรืออยู่เหนือ Suggest video เป้นโฆษณาที่จะไม่รบกวนการดูวิดีโอ และมีโอกาสที่จะถูกพบเห็นได้ง่าย

Overlay in-video ads หรือเรียกอีกอย่างว่าแบบ Banner เป็นโฆษณาที่จะซ้อนอยู่ในตัววิดีโอ

One million view pack เป็นการซื้อโฆษณากับ Google โดยตรง มีการเซตค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายมาให้ ราคาค่อนข้างสูงมาก แต่มีการันตียอดวิวให้ 1 ล้านวิวใน 4 สัปดาห์

Reserved ad เป็นแบบที่จ่ายเงินซื้อโฆษณาที่เน้นกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง โดยจะมีแพคเกจมาให้เลือก เช่น ถ้าเลือกแบบ music pack โฆษณาก็จะไปแสดงให้เห็นตามหน้าเว็บหรือเนื้อหาที่เป็นเพลง เป็นต้น

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่นิยมการใช้สื่อออนไลน์ในการรับชมวิดีโอต่าง ๆ อย่าง You Tube หรือ Tiktok มากขึ้น กว่าการรับชมผ่านสื่อโทรทัศน์ การทำสื่อโฆษณาก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะทำสื่อโฆษณาบน You Tube ได้นะคะ

สามารถอ่านบทที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Ads โฆษณาในแพลตฟอร์ม อื่น ๆ ได้กับบทความ Facebook Ads Trend ที่คุณต้องตามให้ทันในปี 2021

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
THE STANDARD
MARKTING OOPS
KINNOVATION

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

MARKETING TIPS

เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดกระจายสินค้าพรีเมียมให้แมส ของช็อกโกแลต Godiva

Published

on

เป็นที่รู้กันดีทั่วโลกว่า ช็อกโกแลตพรีเมียมยี่ห้อ Godiva นั้นเป็นช็อกโกแลตสุดพรีเมียมในสายตาของใครหลาย ๆ คน ทั้งในผู้ใหญ่และรวมถึงเหล่าคนอายุน้อยด้วย ซึ่งในต่างประเทศ ช็อกโกแลต Godiva นี้มักจะถูกนำไปให้เป็นของขวัญแก่ผู้ใหญ่ในเทศกาลพิเศษ ๆ อย่างคริสต์มาส เพราะด้วยราคา Box set ที่สูง เริ่มต้นที่ $200 ทำให้ Godiva ไม่ได้เป็นช็อกโกแลตที่สามารถบริโภคได้ปกติทุกวัน

เมื่อปี 2020 ช่วงที่โควิดเข้ามาถล่มเศรษฐกิจและตลาดในหลายอุตสาหกรรม Godiva ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของพิษเศรษฐกิจในครั้งนั้น ทำให้ต้องปิดตัว Godiva Boutique ไปกว่า 128 ในโซนอเมริกาเหนือ จึงทำให้ต้องเปิดไลน์ไอศกรีมเพิ่ม และเปลี่ยนแพ็คเกจสินค้า, ราคาให้ผู้คนจับต้องได้ง่ายมากขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขาย และผลลัพธ์นั้นก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ

ในแคมเปญปัจจุบัน Godiva มีความตั้งใจให้ผู้บริโภคอายุน้อยเข้าถึงช็อกโกแลตพรีเมียมของพวกเขาได้มากขึ้น สโลแกน “Godiva is Chocolate” จึงเกิดขึ้นมา เพื่อให้ผู้บริโภคได้นำช็อกโกแลตยี่ห้อนี้เข้ามาอยู่ในกิจกรรมชีวิตประจำวันกันมากขึ้น

โฆษณาเพื่อให้เห็นภาพการใช้ในชีวิตประจำวัน

จากการร่วมงานกับครีเอทีฟเอเจนซี TracyLocke ที่ผลิตโฆษณาออกมานำเสนอการนำช็อกโกแลต Godiva เข้ามาอยู่ในกิจวัตรที่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้ Nurtac Afridi CEO ปัจจุบันของ Godiva พอใจมากที่สามารถนำเสนอ Message เหล่านี้ไปยัง Audience ที่กว้างขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวแอดที่นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวที่รอทานข้าววันเกิดกับเพื่อน แต่ก็อดใจไม่ไหวกับช็อกโกแลต Godiva ที่ตั้งใจนำมาให้เป็นของขวัญเพื่อน จนต้องเปลี่ยนแพลนเอาหนังสือที่พกมาอ่านรอเพื่อให้เป็นของขวัญแทน หรือในอีกหลาย ๆ Scenario ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ใช่เป็นสถานการณ์ในช่วงเทศกาลเท่านั้น

https://www.youtube.com/watch?v=2Ei9jfaJnQw

รวมไปถึงการดึงตัว Chris Evans หรือกัปตันอเมริกามาเป็น Brand’ s Voice Ambassador ฉีกกฎการโฆษณาช็อกโกแลตพรีเมียมโดยการใช้เสียงพากย์ผู้ชายที่ดูเป็นธรรมชาติ ให้ฟีลความเป็นกันเองของแบรนด์ High-end และดูเข้าถึงง่ายมากขึ้น

ถึงแม้จะแมส แต่ก็ยังคงความ High-end เอาไว้

CEO Afridi อธิบายว่าการขยายฐานลูกค้าในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการดึง Position ของแบรนด์ที่อยู่ในระดับ High-end ลงมาให้ต่ำลง เพราะแพลตฟอร์มในการขายของขวัญพรีเมียมยังคงมีอยู่ ซึ่งโจทย์ข้อนี้ก็เป็นความท้าทายอยู่เหมือนกัน เพราะโดยปกติแล้ว ผู้บริโภคที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปจะเลือกให้ช็อกโกแลต Godiva เป็นของขวัญวันคริสต์มาส เพราะในสายตาของพวกเขา ช็อกโกแลตยี่ห้อนี้ Represent ถึงความหรูหรา อารมณ์เหมือนกระเช้าราคาแพงที่บ้านเรามักจะมอบให้ผู้ใหญ่ตามเทศกาลสำคัญ ๆ ค่ะ ซึ่งสำหรับกลุ่มผู้บริโภคนี้ Godiva จะถูกเอาขึ้นหิ้งเกินกว่าที่จะเป็นช็อกโกแลตทั่วไป

ในขณะเดียวกัน ความคิดของผู้บริโภครุ่นหลังหรือมีอายุน้อยลงมาก็คิดว่า Godiva คือสิ่งที่แพง และมีค่า ถึงแม้กระทั่งคิดว่า บางทีฉันคงไม่คู่ควรที่จะกินมัน ก็มี แต่เมื่อได้เปลี่ยนแพ็คเกจ ลดราคา และวางขายตามห้างค้าปลีกทั่วไปดูแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มอายุน้อยก็กล้าซื้อช็อกโกแลตมากขึ้นนอกเหนือจากเทศกาลสำคัญ ลดหลั่นมาเป็นโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด หรือของขวัญขอบคุณ

ทุ่มงบโฆษณาเป็น 2 เท่า ลง Omnichannel

ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขออกมาว่า Godiva ใช้เม็ดเงินในการโฆษณาไปเท่าไหร่ แต่ CEO ได้ออกมาบอกว่าในกลยุทธ์ครั้งนี้ พวกเขาได้ทุ่มงบเป็นสองเท่าในปี 2022 นี้ โดยโฆษณา Godiva is Chocolate จะถูกปล่อยไปทั่วโลกในพื้นที่สหรัฐ, แคนนาดา, ยุโรป, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา และจีน รวมไปถึงการเดบิวต์ของแบรนด์บน TikTok เนื่องด้วยการให้ความสำคัญบนช่องทางโซเชียลเป็นหลักนั่นเอง

และแพลนของการวางสื่อ Out-of-Home ในพื้นที่สหรัฐนั้นจะใช้ Digital billboard บน Times Square รวมไปถึงป้ายบิลบอร์ดธรรมดา

แต่อย่างไรก็ตามการปรากฏตัวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Godiva ในช่วง 52 วีคที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นเกือบ 3 เท่าของการวางขายในห้างค้าปลีกแบบปกติเลยทีเดียว

อ้างอิง : AdAge

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

MARKETING TIPS

แบรนด์กับการแสดงจุดยืน เพราะแค่ขายของอย่างเดียวมันไม่พอ

Published

on

หากเปรียบเทียบไปถึงในสมัยก่อนที่มุกเสี่ยว #ความรักก็เช่นกัน นั้นฮิตมาก มีอยู่ทุกที่ และถูกนำมาโยงเข้ากับทุกอย่างที่นักผลิตคอนเทนต์ (ทั้งคนทั่วไปและมืออาชีพ) ใช้ปล่อยเพื่ออิงกระแสไป สมัยนี้คงกลายมาเป็น  #การเมืองก็เช่นกัน เพราะสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงในปัจจุบัน ยิ่งทำให้คนมีความอ่อนไหว และความคาดหวังมากขึ้น ส่งผลให้สิ่งรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับพวกเขานั้นต้อง Resonance ไปกับความคิดและความเชื่อพวกเขาด้วยนั่นเอง ดังนั้นการแสดงจุดยืนของแบรนด์ (Brand positioning) ในทางการเมืองจึงเป็นอีกหนึ่งความกดดันที่ทำให้แบรนด์นั้นต้องหันมาเลือกข้างเพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้

แค่อยากขายของเฉย ๆ ไม่ต้องยุ่งการเมืองไม่ได้หรอ

จากผลสำรวจของบริษัท Sprout Social บริษัทวิเคราะห์สื่อโซเชียลมีเดียและสังคมออนไลน์ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวน 1,000 คนในปี 2018 บนหัวข้อเรื่อง การแสดงจุดยืนเกี่ยวกับประเด็นสังคมและการเมืองของแบรนด์ และพบว่า 

  • ผู้บริโภคกว่า 66% ต้องการให้แบรนด์แสดงจุดยืนทางการเมืองและปัญหาสังคม
  • 58% อยากให้แบรนด์ใช้ ‘ช่องทางโซเชียล’ ในการแสดงออกทางจุดยืนทางการเมือง

นอกจากนี้ยังพบว่า แบรนด์ที่ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองนั้นทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกดีด้วยและมีเอนเกจที่ดีต่อแบรนด์

นอกจากนี้การแบ่งแยก หรือแสดงจุดยืนนั้นก็มีการเริ่มต้นมาจากแบรนด์ด้วยนั่นเองค่ะ เพราะเมื่อแบรนด์ได้ทำ Persona ออกมา ก็มักจะมีเรื่องความเชื่อ, ไลฟ์สไตล์ มากมายมาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาพลักษณ์ที่แบรนด์นำเสนอออกไป เป็นการคัดเลือกกลุ่มลูกค้าเข้ามาด้วยนั่นเอง อย่างเช่น ลูกค้าที่เลือกสวมเสื้อผ้าแบรนด์ Chanel นั้นจะมีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากลูกค้าที่เลือกสวมเสื้อผ้าของแบรนด์ Celine อยู่แล้วค่ะ

ดังนั้น ถึงแม้จนแล้วจนรอดยังไง แรงกดดันของผู้บริโภคที่มีต่อการแสดงจุดยืนของแบรนด์ก็จะบีบบังคับให้แบรนด์ออกมาเทคแอคชัน และแสดงจุดยืนทางการเมืองในที่สุดค่ะ หากทางแบรนด์คิดว่าการเพิกเฉยคือทางออก ทางเลือกนี้อาจจะไม่ได้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผลกระทบที่จะเกิดตามมาสักเท่าไหร่

วิธีแสดงจุดยืนยังไงให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด

ก่อนอื่นเราลองมาทำความรู้จักกับ Brand democracy และ Brand activism กันค่ะ 

Brand democracy คือ การเลือกข้างที่แท้จริงค่ะ อย่างเช่น แบรนด์นี้จะเลือกอยู่ฝ่ายเสรีนิยม หรืออนุรักษ์นิยม กล่าวคือเป็นการแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองของแบรนด์ออกมาอย่างชัดเจนเลย แล้วให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสิน เลือกที่จะสนับสนุนเราต่อไปไหมค่ะ

Brand activism เป็นเหมือนการขับเคลื่อนสิทธิ และสังคมที่ให้เป็นสถานที่ที่น่าอยู่มากขึ้น มากกว่าการเลือกแบ่งฝ่ายทางการเมืองอย่างชัดเจนค่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในบ้านเราเลยก็คือแบรนด์แสนสิริค่ะ ที่ได้ออกแคมเปญสนับสนุนเรื่อง LGBTQ ทั้งกับพนักงานของตัวเอง และนโยบายการปล่อยสินเชื่อกู้ร่วมสำหรับคู่รักเพศเดียวกันค่ะ

รูปจาก FB page : Sansiri PLC

เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์แล้วล่ะค่ะว่า ณ ตอนนี้สถานการณ์ของเราเหมาะที่จะเลือกแสดงจุดยืนในแบบไหน

สุดท้ายนี้ เรื่องการเมืองสมัยนี้ไม่ใช่เพียงแค่พรรคพวกอย่างเดียวแล้ว เพราะผู้บริโภคจะมองลึกลงไปถึงสิทธิและรูปร่างหน้าตาความเป็นอยู่ หรือมองกันหลายมิติกันมากขึ้น ยกตัวอย่างกรณีของลาซาด้าที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าตัวละครในคอนเทนต์นั้นจะมีการล้อเลียน แต่หากเป็นเรื่องของโรคและความเจ็บป่วยที่ถูกหยิบยกมาเมคฟันด้วยนั้น ถึงแม้จะเป็นฝั่งตรงข้าม แต่ผู้คนก็ต่างสร้างกระแสลบตีกลับ ไม่ได้บันเทิงหรือเห็นด้วยค่ะ ดังนั้น ‘จุดยินทางการเมือง’ นั้นจะตีความแบน ๆ เหมือนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว เป็นอีกสิ่งที่แบรนด์จะต้องคิดให้รอบคอบหลายมิติกันมากขึ้นค่ะ 

อ้างอิงข้อมูล : การตลาดวันละตอน, Brand Inside, workpointTODAY

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

MARKETING TIPS

สรุป 5 เทรนด์พฤติกรรมแต่ละ Gen เลือกเสพสื่อบันเทิงปี 2022 ที่ควรรู้

Published

on

ปฏิเสธไม่ได้ว่า..พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละ Gen ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักตลาดจำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้ทำความเข้าใจพฤติกรรมแต่ละ Gen อย่างลึกซึ้ง เพื่อเตรียมปรับแผนให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนเปลี่ยนไปหลังจากเจอวิตกฤตการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 นานหลายปี ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดการเรียนรู้และปรับตัวรับมือต่อสถานการณ์อยู่เสมอ ดังนั้นสื่อออนไลน์จึงเป็นศูนย์บรรเทาความเครียดจากการทำงานและอื่นๆ 

ลองมาดูกันสิว่า…จากการรายงานของ GWI ได้สรุปเทรนด์การเสพ สื่อบันเทิง ของแต่ละ Gen เป็นอย่างไรบ้าง

ขอขอบคุณรูปภาพ : Netflix Brass Reacts To Disney’s Streaming Strides: “Super-Impressive” But Not Quite ‘Bridgerton’ Buzz – Deadline

TV online

เรียกได้ว่าในปี 2022 “ทีวีออนไลน์” กลายเป็นสื่อเคลื่อนที่เข้าถึงง่ายที่สุดในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา กับการก้าวหน้าของโลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ทำให้การเติบโตของทีวีออนไลน์เพิ่มขึ้น และทีวีออกอากาศลดน้อยลงอย่างสิ้นเชิง

โดยแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ Nexflix หรือ Disney กำลังมองหาช่องทางขยายฐานลูกค้าใหม่อยู่เสมอ ด้วยการเปิดให้ผู้บริโภคสมัครสมาชิกที่เต็มใจจ่าย พร้อมเสิร์ฟเนื้อหาที่ผู้บริโภคสามารถเลือกเสพได้หลากหลายกว่าทีวีออกอากาศ

ขอขอบคุณรูปภาพ : TikTok จะช่วยให้ครีเอเตอร์เพิ่มแอพขนาดเล็กลงในวิดีโอ – The Verge

Tiktok Video 

Tiktok เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดสามารถเข้าถึงได้ทุก Generations ทั่วโลก โดยอัตรากลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสนใจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในปี 2021 ได้แก่ Baby Boomer กว่า 92%  

ซึ่งปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจเนื้อหาวิดีโอมากกว่าการเสพคอนเทนต์แบบ Text ทำให้ในหลายๆ แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Instagram หรือ Facebook หันมาพัฒนารูปแบบวิดีโอสั้น และเพิ่มลูกเล่นฟีเจอร์เอฟเฟกต์ต่างๆ เพื่อสร้างรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายของเหล่านักตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

ขอขอบคุณรูปภาพ : Creating a Spotify Like Music Streaming App, Service or Website That Actually Boost Your Revenue | HackerNoon

Streaming

จากการรายงานของ Spotify เผยว่า กว่า 40% ของรายได้โฆษณาปี 2021 เพิ่มขึ้นจากปี 2020 เป็น 15% ของรายได้รวม โดยกลุ่ม Baby Boommer นิยมฟังเพลงบนวิทยุเฉลี่ยละ 1 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับการฟังเพลงบนสตรีมเพียง 40 นาทีเท่านั้น ตัดภาพมาที่ Gen Z ใช้เวลาฟังเพลงบนสตรีมเกือบ 2 ชั่วโมง และ ฟังเพลงบนวิทยุ เฉลี่ย 46 นาที เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อัตราผู้ฟังเพลงบนสตรีมเพลงเพิ่มขึ้น 13% ต่อสัปดาห์ เป็นการเปิดฟังระหว่างทำงาน ระหว่างทำการบ้าน หรือช่วงเวลายามว่าง เพื่อผ่อนคลายสมองนั่นเอง

ขอขอบคุณรูปภาพ : The Best Gaming Phone Out There Is Also the Cheapest & You’ve Probably Never Heard of It « Smartphones :: Gadget Hacks

Gaming

ปัจจุบันตลาดเกมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และผู้หญิงจำนวนมากนิยมหันมาเล่นเกมเพิ่มขึ้นในอัตรา +5% ซึ่ง Mobile Game สามารถทำให้ตลาดเกมสูงขึ้น ตั้งแต่ปี 2559 โดยมีอัตราเพิ่ม 8% สำหรับเกมที่ให้ดาวน์โหลดเล่นฟรีบนมือถือ ช่วยดึงดูดความสนใจชาวเกมเมอร์ทั้งหลายกว่า 34% เมื่อเทียบกับอัตราการซื้อเกมบนร้านค้าออนไลน์ เพียง 18% เท่านั้น

โดยหลายแพลตฟอร์มพยายามเปิดพื้นที่สร้าง Communication แก่เหล่าเกมเมอร์เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างการเล่นเกม เช่น Discord เพื่อให้การเล่นมีอรรถรสและสร้างความสัมพันธ์แก่ผู้เล่นในทีมอีกด้วย

ขอขอบคุณรูปภาพ : Esports Purists Need To Stop Looking Down On Mobile Esports – Mineski.net

E-sport

สำหรับวงการเกมอีสปอร์ตกำลังเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก และผู้ติดตามจำนวนมากหันให้ความสนใจการแข่งขันเกมต่างๆ การจัดงานอีสปอร์ตขึ้นนี้มักจะได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ดังที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าร่วมการโปรโมตภายในตัวด้วยนั่นเอง

โดยผู้ชายมีอัตรา 59% และผู้หญิงมีอัตรา 40% เท่านั้น เกือบเทียบเท่ากัน ซึ่งแต่ละ Generations เล่นเกมมากที่สุดได้แก่ Millennials (67%) รองลงมา Gen Z (64%) ,Gen X (47%) และ Babay Boomer (30%) 

อย่างไรก็ตาม สื่อวงการบันเทิงยังคงมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมของแต่ละ Gen ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด ต้องการมองหาพื้นที่สำหรับผ่อนคลาย นักการตลาดควรมองหาแนวโน้มและทิศทางความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ เพื่อดึงความสนใจได้อย่างแม่นยำ


อ้างอิง : GWI

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
MARKETING TIPS7 เดือน ago

เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดกระจายสินค้าพรีเมียมให้แมส ของช็อกโกแลต Godiva

MARKETING TIPS7 เดือน ago

แบรนด์กับการแสดงจุดยืน เพราะแค่ขายของอย่างเดียวมันไม่พอ

MARKETING TIPS7 เดือน ago

สรุป 5 เทรนด์พฤติกรรมแต่ละ Gen เลือกเสพสื่อบันเทิงปี 2022 ที่ควรรู้

CONTENT TIPS7 เดือน ago

10 ไอเดียทำ VDO Content ลง IG ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น

MARKETING TIPS7 เดือน ago

4 เสาหลักสำคัญ ของการทำ Customer Retention

ตลาดสัตว์เลี้ยง
NEWS UPDATE7 เดือน ago

โลตัส Pet Us เจาะกลุ่ม Pet Humanization เทรนด์ ตลาดสัตว์เลี้ยง กำลังมาแรง!!

NEWS UPDATE7 เดือน ago

คาดการณ์จากนักวิเคราะห์ Gartner : หาก Netflix มีโฆษณา

MARKETING TIPS7 เดือน ago

OOH กำลังกลับมา : เปิด 4 อินไซต์เพื่อสร้างอิมแพคให้เวิร์กกว่าเดิม

CONTENT TIPS8 เดือน ago

คอนเทนต์แบบไหนโดนใจผู้ใช้ Facebook, IG, Twitter, TikTok มาที่สุด ฉบับปี 2022

Jojo
ENGLISH NEWS8 เดือน ago

JoJo Maman Bébé พร้อมเข้าสู่การผลัดเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่

CREATIVITY4 ปี ago

แจกฟรี 6 ฟอนต์ ภาษาไทยทางการ

LIFESTYLE4 ปี ago

เอาใจคนอยากฝึกภาษาให้เก่ง ด้วย Subtitle บน Netflix พร้อมกัน 2 ภาษา

EDUCATION4 ปี ago

นักศึกษาจีน โอกาสใหม่ของ (ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยไทย?

NEWS UPDATE3 ปี ago

“10 เทรนด์แห่งปี 2020” ที่นักการตลาดต้องรู้!! จาก DATA ลับของ Pinterest

MARKETING TIPS7 เดือน ago

เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดกระจายสินค้าพรีเมียมให้แมส ของช็อกโกแลต Godiva

CONTENT TIPS4 ปี ago

โหลดฟรี! 40 Duotone Gradient Presets For Photoshop

MARKETING TIPS2 ปี ago

แจกฟรี Business Model Canvas Template .doc โหลดไปใช้วางแผนกันได้เลย!

CONTENT TIPS2 ปี ago

7 เทรนด์ Content Marketing ปี 2021 ที่สายคอนเทนท์ต้องอ่าน!

MARKETING TIPS4 ปี ago

สื่อชี้! กรมสรรพากร เล็งจะ ตรวจสอบภาษีโดยตรง ขายของออนไลน์หนาวแน่

EDUCATION3 ปี ago

พี่มาร์ค LIVE เปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่จาก “Facebook Shop” ที่เติมเต็มคนขายของแบบเต็มสตรีม

Facebook

Trending

1609 Views